เมื่อวันที่ 4 ส.ค. กระแสข่าวการเมืองที่ยังมาแรง ก็ยังเป็นเรื่องเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองหรือไม่ กระแสข่าวพรรคแดงจับมือพรรคเขียว คว่ำพรรคน้ำเงิน หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ที่ชุมชนหลังวัดริมคลองนางหงส์ กทม. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า ขอยืนยันว่าไม่มีข่าวลือดีลโมนาโก หรือเรื่องสูตรเขียว ส้ม แดง ข่าวน่าจะมาจากการวิเคราะห์การเมืองของนักวิชาการมากกว่า วิเคราะห์ว่า หากกรณีเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองมันจะเกิดขั้วการเมืองจากพรรคไหน

เมื่อถามต่อว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้น จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราต้องดูก่อนว่า เขาจะอภิปรายรัฐมนตรีคนใด จะอภิปรายรายบุคคล ไม่ประเมินว่า ควรต้องปรับ ครม.หรือไม่ เพราะตนไม่ทราบ ไม่ได้เป็นรัฐบาล เรื่องพลิกขั้วเป็นเขียว แดง ส้ม ตนต้องคุยกับพี่น้องในพรรคก่อน

เมื่อถามถึงกรณี “สส.ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงท่าทีว่า ถ้าเขียวกับแดงจะคุยกัน ต้องคุยกับส้มด้วย เหมือนส่งสัญญาณมาทางพรรคกล้าธรรม (เดิมก่อนเลือกตั้ง พรรคประชาชนเคยหาเสียงว่า ไม่เอาพรรคกล้าธรรม) ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “เรื่องก่อนการเลือกตั้งผมลืมไปแล้ว เรื่องก่อนการเลือกตั้ง ผมพูดแล้วว่า การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ผมพูดมาโดยตลอด คนที่เคยเป็นศัตรูกันก็กลับมารักกันได้ ต้องเห็นกับประโยชน์ประเทศชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่า มีการพูดคุยกันนะ ต้องขอยืนยัน เดี๋ยวไปแปลความหมาย ตัดคำพูดผม ตัดบางคำไป เดี๋ยวจะเกิดความเสียหาย” และย้ำว่า ไม่เคยคุยกับพรรคไหน แม้แต่พรรคเพื่อไทย

“ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงกระแสข่าวการจับขั้วการเมืองใหม่สีเขียว-แดง ว่า เรื่องนี้พูดมาตลอด ถึงอย่างไรรัฐบาลก็เป็นปึกแผ่น ไม่อยากให้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องการเมืองมาทำให้บรรยากาศในการทำงานเสียไป ด้านการเมืองนั้นไม่ทราบเลย

เรื่องนี้คงจะถูกสร้างกระแสเรื่อยๆ “โยนหินถามทาง” ไปจนถึงช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะจะมีการหยั่งเสียงว่า แต่ละพรรคอยากเปลี่ยนขั้วรัฐบาลหรือไม่ ถ้าเปลี่ยน กระแสสังคมเป็นอย่างไร

ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำโดย “สส.ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานวิปฝ่ายค้าน จัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาคพิเศษ) เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน ?” โดยมีพยานบุคคลร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล พยานบางคนอ้างถึงนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ว่ารับรู้เกี่ยวกับเรื่องโพย และว่า การจัดเลือกของ กกต.ทำให้วางแผนฮั้วได้

นายพริษฐ์ กล่าวสรุปว่า 5 พฤติกรรมของ กกต. ที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจคือ 1.ออกระเบียบ กกต. เกี่ยวกับการเลือก สว.ที่อาจจะยังไม่รัดกุมเพียงพอในการป้องกันการทุจริต ซึ่งมีการออกระเบียบมา 6 ฉบับ เช่น การกำหนดให้ผู้สมัครใช้เบอร์เดียวกันสำหรับรอบเช้าและรอบบ่าย ทำให้สามารถเขียนเบอร์ผู้สมัครเหล่านี้ในโพยใบสั่งที่จะทำตั้งแต่วันก่อนเลือกได้ 2.การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครที่อาจจะยังไม่รอบคอบเพียงพอ มีการกรอกข้อมูลเท็จในใบสมัครและใบแนะนำตัว การสมัครผิดกลุ่มหรือในกลุ่มที่ไม่มีคุณสมบัติ

3.การปล่อยปละละเลยการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นในวันเลือก สว. โดยเฉพาะการเลือกระดับประเทศ 4.ข้อสงสัยหรือข้อครหาเกี่ยวกับการเตะถ่วงคดีและการตั้งคณะอนุขึ้นมาฟอกขาวในคดีดังกล่าว มีคำถามอยากฝากไปถึง กกต.ว่า 7 อนุวินิจฉัยชุดที่ 36 นั้นใครเป็นคนเสนอ 5.เรากังวลว่าจะเกิดขึ้นคือการเตรียมเป่าคดี อ้างหลักฐานไม่เพียงพอหรือไม่เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล แต่หากหลักฐานมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต กกต.ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล ซึ่งเห็นว่า หลักฐานเพียงพอแล้ว ทั้งทางการเงิน หลักฐานการนัดหมาย คลิปเสียงการเสนอผลประโยชน์ และพยานบุคคล

“ส่วนที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เตรียมเปิดหลักฐานว่ามี สว. สีส้มที่ประชุมร่วมกัน ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แล้วก็ไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ คงเป็นหน้าที่ของสังคมในการพิจารณาถึงคำพูด ที่อาจจะเหมือนหรือแตกต่างของแต่ละฝ่าย แต่ว่าในเชิงหลักการ ผมเรียกร้องมาตลอดว่าหน่วยงานตรวจสอบอย่าง กกต. ควรจะเดินหน้าตรวจสอบทุกกรณีด้วยมาตรฐานเดียวกัน”

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า พอจะบอกกันได้ล่วงหน้าว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมโกง สว. ที่คาบเกี่ยวกับบุคคลใน ครม.หลายคน และเรื่องอื่นที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการโกงสอบท้องถิ่น โครงการ TH-AI Passport รวมไปถึงโครงการอื่นๆ ที่อาจจะคาบเกี่ยวกัน ข้อพิรุธที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก.เงินกู้ และอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ปรากฏต่อสาธารณะ

นายมุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มีคนสงสัยว่า กกต.จะตัดตอนหรือไม่ หากไม่ส่งศาลอาจตามมาด้วยความรับผิดทางกฎหมาย ตาม ป.อาญา ม.157 และ ม.62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เสนอไปยังพรรคฝ่ายค้าน คือเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ ว่าด้วยที่มาของ สว. (ม.107) คู่ขนานกับการจัดทำฉบับใหม่ทั้งฉบับ เพื่อแก้ปัญหาไปก่อน เนื่องจากไม่รู้ว่าการทำใหม่ทั้งฉบับจะผ่านหรือจะถูกยอมรับหรือไม่ และตนขอเสนอให้ สว. หากจะมีให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เขตจังหวัด เพิ่มคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ให้สูงขึ้น เช่น อายุ 45 ปี คุณวุฒิการศึกษา จบปริญญาโท

สำหรับคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล แก้ ม.112 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลนัดตรวจหลักฐานคดี คมจ.1/2569 ระหว่าง ป.ป.ช. ผู้ร้อง กับ 44 สส.พรรคก้าวไกล ผู้คัดค้าน ศาลเห็นควรกำหนดวันไต่สวนพยานผู้ร้องจำนวน 4 นัด 9 ปาก โดยนัดไต่สวนพยานปากแรกวันที่ 25 ส.ค. 2569 ส่วนพยานผู้คัดค้านจำนวน 60 ปาก กำหนดเริ่มไต่สวนพยานนัดแรกวันที่ 3 พ.ย. 2569 และนัดสุดท้ายในวันที่ 18 พ.ค. 2570 ก่อนนัดฟังคำพิพากษาต่อไป

นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากฝ่ายผู้คัดค้าน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการต่อสู้คดีว่า ศาลฎีกาอนุญาตให้ฝั่งผู้คัดค้านสืบพยานจำนวน 60 ปาก สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.กลุ่มผู้คัดค้าน ตัวอดีต สส. ซึ่งคาดว่า “หัวหน้าทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อดีต สส.พรรคก้าวไกล หัวหน้าพรรคประชาชน จะเข้าเบิกความต่อศาลด้วยตนเอง

2.กลุ่มนักวิชาการ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์

3.กลุ่มผู้รู้เห็นเหตุการณ์ เป็นผู้ที่รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ในสมัยดังกล่าว ประเด็นหลักที่ใช้ต่อสู้คดีนี้คือ การกระทำของฝ่ายผู้คัดค้าน 44 อดีต สส. ที่ไม่ได้เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรม

สำหรับภารกิจของนายกฯ หนู อนุทิน ชาญวีรกูล ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่อินโดนีเซีย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia–Thailand Business Forum ภายใต้หัวข้อ “การยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อินโดนีเซีย–ไทย: การสร้างห่วงโซ่มูลค่าเชื่อมโยงในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และเศรษฐกิจฮาลาล” จัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย นายกฯ เสนอให้ไทยและอินโดนีเซียยกระดับจากคู่ค้าสู่หุ้นส่วนร่วมสร้าง เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่นาน และมีประชากรรวมกว่า 350 ล้านคน สะท้อนศักยภาพตลาดขนาดใหญ่ที่ยังเติบโตได้อีกมาก นายกฯ ยังเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่ 1.ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล 2.โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มการเดินทางระหว่างกัน โดยสนับสนุนเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และภูเก็ต–บาหลี 3.การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay–QRIS พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน และ 4.พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว.

ทีมข่าวการเมือง