เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.วิสามัญฯ คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม ซึ่งเป็นการพิจารณารายการขอรับงบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งนี้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวอภิปรายตอนหนึ่ง ว่า สิ่งที่ตนอยากให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการ คือเรื่องกฎหมาย แม้ขณะนี้มี พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2565 โดยตามมาตรา 3 ระบุเรื่องผลพลอยได้ ซึ่งหมายความถึงกากอ้อย กากน้ำตาล แม้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน แต่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ยังไม่ได้ทำอะไรเลย 4 ปีที่ผ่านมา ท่านไม่ทำ แต่พอมีการพูดเรื่องนี้โวยวายเรื่องนี้ ท่านเพิ่งมาแก้เก้อ ด้วยการตั้งพิจารณาจัดทำประมาณรายได้จากกากอ้อยเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา
นายชาดา กล่าวอีกว่า เงินจำนวนที่ชาวไร่อ้อยจะได้จากการที่ท่านปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ละปี เป็นจำนวน 20,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เป็นเงินรัฐบาล แต่เป็นเงินของชาวไร่อ้อย และที่สำคัญ ชาวไร่อ้อยจะได้เพิ่มตันละประมาณ 200 บาท แต่ กอน.ไม่ทำให้ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เจตนาของท่านเตะถ่วง ยืดเวลา ปล่อยไปเรื่อยๆ ทั้งที่ในมาตรา 57 เรื่องเงินที่รัฐจะให้ในเรื่องต่างๆ กฎหมายเขียนว่าให้คำนึงถึงการจ่ายเงินให้กับชาวไร่อ้อยโดยตรง แต่ท่านก็ไม่ทำ ถ้าชาวไร่อ้อยรวมตัวกันฟ้องร้อง กอน.จะทำอย่างไร ตนคงไม่ใจดำไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ชาวไร่อ้อยคงจะต้องดิ้นรนตามสิทธิของเขา

“มันเป็นข้อกฎหมายที่ไม่ให้หัวหน้าโควตาเอาเปรียบชาวไร่อ้อย หัวหน้าโควตาหรือใครก็ตามที่นำอ้อยเข้าโรงงานนั้น ตามกฎหมาย ให้แจ้งจำนวนอ้อย รายชื่อผู้ปลูกอ้อย แล้วก็จำนวนอ้อย แล้วให้รัฐจ่ายเงินคืนให้กับผู้ปลูกและชาวไร่โดยตรง แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ จาก กอน.เลย” นายชาดา กล่าว
นายชาดา กล่าวอีกว่า เงินที่รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มอบแก่ชาวไร่ กอน.เฉยเมย ไม่จัดการอะไรเลย 120 บาท แฟ้มอยู่หน้าห้องของท่าน มองยังไม่มองเลย ท่านไม่ใจร้ายกับชาวไร่อ้อยเกินไปหรือ คณะทำงานฯ หมดวาระไปตั้งแล้ว 1 ปีกว่า แต่ไม่มีการแต่งตั้งชุดใหม่
“มีเรื่องที่ทำให้ผมเสียความรู้สึกมากกับคนที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผมเคยเป็นกรรมการ กอน. มา 4 ปี เวลามีการประชุม เวลาประชุมกัน ก็จะมีฝ่ายข้าราชการ ท่านเป็นประธาน แล้วก็มีจากกระทรวงเกษตรฯ จาก สอน. แล้วในส่วนของกรรมการอ้อยและน้ำตาลนั้น ก็จะเป็นโรงงานแถวนึง ชาวไร่อ้อยอยู่แถวนึง 2 แถว หันหน้าเจอกัน มีอะไรก็คุยกัน แล้วชาวไร่ก็สามารถปรึกษากันได้ ใน 8-9 คนที่เป็นกรรมการอยู่ แต่เมื่อท่านมา ท่านให้ 2 แถวนั้น ท่านให้แยกการนั่งทั้ง 2 แถว ผมคิดว่าเป็นการด้อยค่าชาวไร่อ้อยอย่างมาก ในหลักสิทธิมนุษยชนนี่ผมถือว่าท่านดูถูกชาวไร่อ้อย ผมบอกตรงๆ ว่าเรื่องนี้ผมไม่ชอบใจเลย เรื่องไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่ดูถูกชาวไร่เนี่ย ผมเสียความรู้สึกมาก ขอให้ท่านปรับนะครับ ถ้าไม่อย่างนั้น ผมจะบอกพวกกรรมการที่เป็นชาวไร่อ้อยว่าถ้าประชุมแบบเดิม ก็เป็นข้าทาสในเรือนเบี้ยเหมือนอย่างสมัยโบราณ” นายชาดา กล่าว
ขณะที่ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวชี้แจงเรื่องมาตรการสนับสนุนทางการเงินและแรงจูงใจในการตัดอ้อยสด เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ตันละ 120 บาท ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนเป็นการแบ่งจ่ายตามพฤติกรรมเพื่อจูงใจให้เกษตรกรลดการเผาอ้อย เป็น 3 ยอดหลัก เพื่อจูงใจเกษตรกร ได้แก่ จ่าย 69 บาทต่อตัน สำหรับการตัดอ้อยสด, จ่าย 31 บาทต่อตัน สำหรับการซื้อขายใบอ้อย, จ่าย 51 บาทต่อตัน สำหรับการไม่เผาหลังตัด ซึ่งส่งผลให้ในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา สัดส่วนอ้อยเผาลดลงเหลือ 3.8 เปอร์เซ็นต์ และมีอ้อยตัดสดเข้าหีบสูงถึง 96.2 เปอร์เซ็นต์ ช่วยแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม
กรณีของ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2565 ที่กำหนดเรื่องกากอ้อยเป็นผลพลอยได้นั้น กระทรวงอุตสาหกรรมได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาจัดทำประมาณรายได้จากกากอ้อย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ของโรงงานน้ำตาล และจากส่วนราชการ โดยมีการประชุม 4 ครั้งแล้ว และมีการรายงานผลประชุมให้คณะกรรมการ กอน.ทราบแล้ว



