ความคืบหน้ากรณีเกิดอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งเสี้ยน พื้นที่บ้านหนองสองตอน ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ส่งผลให้เด็กที่กำลังนอนกลางวันอยู่ภายในศูนย์ฯ ได้รับบาดเจ็บกว่า 14 ราย
ล่าสุด มีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งบริเวณด้านนอกและภายในห้องเรียนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยภาพจากกล้องด้านนอกเผยให้เห็นรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุขับมาด้วยความเร็ว ก่อนพุ่งชนกำแพงด้านหลังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเป็นบริเวณติดกับห้องที่เด็กกำลังนอนกลางวันอยู่อย่างแรง ส่งผลให้กำแพงพังถล่มลงมา
ขณะที่ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้องเรียน พบว่า ขณะเกิดเหตุมีเด็กบางส่วนกำลังนอนพักผ่อน และบางส่วนกำลังเล่นอยู่ภายในห้อง ก่อนถูกเศษปูนและเศษวัสดุจากกำแพงที่พังถล่มลงมากระแทกจนได้รับบาดเจ็บหลายราย

หลังเกิดเหตุ คณะครูได้เร่งช่วยเหลือเด็กออกจากห้อง พร้อมประสานเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เข้าช่วยเหลือและนำเด็กที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน
ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นางสาวส้ม อายุ 25 ปี แม่ของน้องแก้ม วัย 2 ขวบ หนึ่งในเด็กที่ได้รับบาดเจ็บจากเศษปูนหล่นใส่ศีรษะจนเป็นแผลแตก และต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการ
นางสาวส้ม กล่าวว่า หลังทราบข่าวรู้สึกตกใจอย่างมาก ก่อนรีบเดินทางไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เมื่อเห็นลูกได้รับบาดเจ็บและมีบาดแผลบริเวณศีรษะ รู้สึกเสียใจและใจสลาย พร้อมเรียกร้องให้องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งเสี้ยน ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ปรับปรุงระบบความปลอดภัย โดยสร้างแนวกำแพงหรือมาตรการป้องกันให้รัดกุมมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีก

นางสาวส้ม ยังกล่าวว่า หลังทราบข้อมูลจากตำรวจว่าคนขับรถและผู้โดยสารที่มากับรถคันเกิดเหตุ มีผลตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง ก็รู้สึกไม่พอใจ และอยากให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด เนื่องจากเด็ก ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต้องได้รับบาดเจ็บ
ด้าน พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าทางคดีว่า จากการตรวจสอบพบว่า ชายอายุ 54 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับรถเก๋ง และชายที่นั่งโดยสารมาด้วย มีผลตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง พบสารเสพติดในร่างกายทั้งสองคน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบอาวุธปืนอัตโนมัติ 1 กระบอก โดยขณะนี้ผู้ขับขี่รถยนต์เก๋งยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จึงยังไม่สามารถสอบปากคำได้
เบื้องต้น ตำรวจเตรียมดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ในข้อหา ขับรถขณะมีสารเสพติดในร่างกาย ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน
ส่วนกรณีญาติของผู้ขับขี่ให้ข้อมูลว่า อุบัติเหตุอาจเกิดจากอาการกำเริบของโรคประจำตัวนั้น เจ้าหน้าที่ระบุว่า ต้องรอผลการตรวจจากแพทย์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพบว่ามีสารเสพติดอยู่ในร่างกายขณะขับรถจนเกิดอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น.



