วันที่ 10 สิงหาคมของทุกปีตรงกับ ‘วันสิงโตโลก’ (World Lion Day) วันที่ทั่วโลกร่วมกันสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของสิงโต และชวนให้ช่วยกันปกป้องประชากรสิงโตในธรรมชาติที่ลดลงต่อเนื่อง ทว่าสำหรับประเทศไทย ภาพที่เกิดขึ้นกลับแตกต่างออกไป เพราะจำนวนสิงโตที่ถูกเลี้ยงในสถานที่ปิดและบ้านเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การควบคุมตามกฎหมาย สวัสดิภาพสัตว์ ไปจนถึงความปลอดภัยของคนและผลกระทบต่อระบบนิเวศ

สิงโตเลี้ยงทะลุ 600 ตัว

ข้อมูลการครอบครองสัตว์ป่าควบคุมของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ณ เดือนกันยายน 2568 ระบุว่า ไทยมีสิงโตที่แจ้งครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 620-624 ตัว จากผู้ครอบครอง 85 ราย โดยแบ่งเป็นสวนสัตว์ 10 แห่ง และเอกชนหรือผู้เพาะพันธุ์รายย่อย 75 ราย โดยเดือนมกราคม 2567 มีสิงโตที่แจ้งครอบครอง 153 ตัว ขณะที่ข้อมูลย้อนหลังระหว่างปี 2561-2567 พบว่าจำนวนสิงโตในสถานที่เลี้ยงเพิ่มขึ้น 239% จากเดิมราว 131-132 ตัว เป็น 444 ตัว ก่อนจัขยับขึ้นเกิน 600 ตัวในปี 2568

หากสังเกตตามพื้นที่ จะพบว่าจังหวัดที่มีสิงโตจำนวนมากมักเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์แปลกและพื้นที่ท่องเที่ยว อย่างฉะเชิงเทรามีสิงโตมากที่สุด 119 ตัว รองลงมาคือนครปฐม 97 ตัว พระนครศรีอยุธยา 86 ตัว นครราชสีมา 55 ตัว กรุงเทพมหานคร 44 ตัว และภูเก็ต 43 ตัว การเพิ่มขึ้นของสิงโตกลุ่มนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเพาะพันธุ์เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ แต่มาจากตลาดสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ กระแสในสื่อสังคมออนไลน์ การนำสิงโตมาใช้สร้างภาพลักษณ์ รวมถึงธุรกิจคาเฟ่และกิจกรรมถ่ายภาพกับสัตว์ป่า

เมื่อสิงโตซึ่งเป็นสัตว์นักล่าขนาดใหญ่เข้ามาอยู่ในเมืองและชุมชนมากขึ้น จึงเกิดคำถามตามมาว่า กฎหมายและระบบตรวจสอบของไทยพร้อมรับมือกับจำนวนสัตว์ที่เพิ่มขึ้นหรือไม่?

กฎหมายยังมีช่องโหว่

ภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 สิงโตซึ่งไม่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยถูกจัดเป็น ‘สัตว์ป่าควบคุม ชนิด ก’ หมายถึงสัตว์ป่าที่ต้องมีมาตรการควบคุมเข้มงวด เนื่องจากเป็นสัตว์ดุร้ายและอาจก่ออันตรายต่อคนหรือทรัพย์สิน ผู้ครอบครองต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ฝังไมโครชิปเพื่อระบุตัวตน จัดทำกรงที่แข็งแรงและป้องกันการหลุดรอด ติดป้ายเตือนอันตราย ได้รับความยินยอมจากผู้พักอาศัยใกล้เคียง และต้องมีแผนรับมือกรณีฉุกเฉินหรือการเคลื่อนย้ายสัตว์

อย่างไรก็ตาม สัตว์ลูกผสมอย่างไลเกอร์ ไทกอน และไลไลเกอร์ ไม่ได้อยู่ในกรอบการควบคุมเดียวกับสัตว์สายพันธุ์แท้ ทำให้การเพาะพันธุ์และซื้อขายอาจอยู่นอกระบบตรวจสอบของรัฐ

อีกช่องโหว่คือการแจ้งขึ้นทะเบียนลูกสิงโต โดยผู้เลี้ยงมีเวลาถึง 60 วันหลังลูกสิงโตเกิดในการแจ้งครอบครอง ช่วงเวลานี้อาจเปิดทางให้เกิดการซื้อขายหรือเคลื่อนย้ายลูกสิงโตก่อนฝังไมโครชิป

ด้านมาตรฐานสถานที่เลี้ยง เดิมกำหนดกรงขั้นต่ำไว้ 3×3 เมตร หรือ 9 ตารางเมตรต่อสิงโต 1 ตัว ซึ่งเป็นพื้นที่จำกัดเมื่อเทียบกับพฤติกรรมของสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังพบ ‘สวนสัตว์ไม่มีใบอนุญาต’ หรือคาเฟ่สัตว์แปลกที่แจ้งครอบครองในนามบุคคล แต่เปิดให้คนเข้าชมเพื่อหารายได้

เมื่อสิงโตกลายเป็นของโชว์

ในอีกด้านหนึ่ง การเลี้ยงสิงโตกลายเป็นค่านิยมในการเลี้ยงสัตว์แปลกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ โดยกระแสจากอินฟลูเอนเซอร์และสื่อสังคมออนไลน์ทำให้ภาพสิงโตนั่งรถหรู เดินในชุมชน หรืออยู่ในคาเฟ่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวป้อนนมและถ่ายรูป กลายเป็นคอนเทนต์ที่พบได้บ่อยมากขึ้น  พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้สิงโตนี้ถูกนำเสนอในฐานะสัตว์เลี้ยงและของแปลกสำหรับสร้างความสนใจ ทั้งที่สิงโตเป็นสัตว์นักล่าขนาดใหญ่และต้องการพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตตามธรรมชาติ

นอกจากนี้กระแส ‘สิงโตขาว’ ยังทำให้ตลาดดังกล่าวมีแรงจูงใจมากขึ้น โดยสิงโตเกิดใหม่ในสถานที่เลี้ยงของไทยมากกว่า 45% เป็นสิงโตขาว ขณะที่ราคาซื้อขายลูกสิงโตขาวอยู่ที่ประมาณ 4.5-5 แสนบาท ซึ่งสูงกว่าสิงโตสีตามธรรมชาติประมาณ 2 เท่า สิงโตขาวเกิดจากยีนด้อย การเพาะพันธุ์ให้ได้ลักษณะดังกล่าวจึงมีความเสี่ยงต่อการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม โครงสร้างกระดูกผิดรูป ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และปัญหาทางระบบประสาท

นอกจากเรื่องการเพาะพันธุ์แล้ว สภาพการเลี้ยงก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณา ตาม ‘หลักความอิสระ 5 ประการ’ ด้านสวัสดิภาพสัตว์ ระบุว่าสิงโตควรได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้รับการรักษาเมื่อเจ็บป่วย และมีพื้นที่ให้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ

สิงโตโตเต็มวัยต้องกินเนื้อดิบประมาณ 5-7 กิโลกรัมต่อวัน ทำให้การเลี้ยงมีค่าใช้จ่ายสูง หากผู้เลี้ยงมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ปริมาณหรือคุณภาพอาหารก็อาจลดลงและกระทบต่อสุขภาพของสัตว์ สภาพอากาศของไทยก็เป็นอีกปัจจัย เพราะอากาศร้อนและชื้นแตกต่างจากสภาพแวดล้อมที่สิงโตคุ้นเคย จึงมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น โรคผิวหนัง โรคปอดอักเสบ และภาวะเครียดจากความร้อน

ขณะที่การเลี้ยงในพื้นที่จำกัดทำให้สิงโตมีโอกาสแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติน้อยลง และอาจเกิดพฤติกรรมซ้ำๆ หรือความเครียดสะสมได้ การนำสิงโตมาใช้ถ่ายภาพ ป้อนนม หรือเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสัมผัสตัว จึงเป็นอีกกิจกรรมที่ต้องพิจารณาในมุมสวัสดิภาพสัตว์

เสี่ยงคน เสี่ยงระบบนิเวศ

เมื่อสิงโตถูกเลี้ยงอยู่ใกล้กับคนมากขึ้น ความเสี่ยงเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยก็มากขึ้น เพราะการสัมผัสระหว่างคน สัตว์เลี้ยง และสัตว์ป่าเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในสถานที่เลี้ยงที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

องค์การอนามัยโลกและกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ประมาณ 70% ของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ในมนุษย์มีต้นตอจากสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ป่าดุร้ายในพื้นที่ใกล้ชุมชนจึงมีโอกาสที่เชื้อโรคจะข้ามจากสัตว์มาสู่คนได้มากขึ้น ผ่านการสัมผัส สารคัดหลั่ง อุจจาระ หรือน้ำเสียจากสถานที่เลี้ยง โดยสิงโตและสัตว์ในกลุ่มเดียวกันสามารถเป็นแหล่งกักเก็บเชื้อโรคได้หลายชนิด เช่น แอนแทรกซ์ โรคพิษสุนัขบ้า ไข้หวัดนก และวัณโรคในสัตว์ หากสถานที่เลี้ยงมีระบบสุขาภิบาลไม่ดี เชื้อก็อาจปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมและแพร่ไปยังคนหรือสัตว์ในพื้นที่ใกล้เคียงได้

ประเด็นดังกล่าวจึงเกี่ยวข้องกับแนวคิด ‘One Health’ ซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน โดยกรมควบคุมโรค กรมปศุสัตว์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงสถาบันการศึกษา มีบทบาทร่วมกันในการเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยง

อีกประเด็นที่ต้องระวังคือ หากสิงโตหลุดออกจากสถานที่เลี้ยงและเข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตรกรรม ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ หรือการทอดทิ้งของผู้เลี้ยง หากเกิดขึ้น สิงโตก็อาจล่าสัตว์ในพื้นที่ เช่น เก้งและกวาง รวมถึงปศุสัตว์ของเกษตรกร และอาจเป็นอันตรายต่อประชาชนได้

ดังนั้นประเด็นที่ต้องติดตามมีตั้งแต่การนำสัตว์ลูกผสมเข้าสู่ระบบควบคุม การแจ้งเกิดลูกสิงโตและการฝังไมโครชิป การกำหนดมาตรฐานสถานที่เลี้ยง ไปจนถึงกิจกรรมที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน การมีสิงโตเลี้ยงเพิ่มขึ้นยังเกี่ยวข้องกับการจัดทำฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ การเฝ้าระวังโรคจากสัตว์สู่คนในฟาร์มเอกชนและสวนสัตว์ รวมถึงการสร้างความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงสัตว์ป่าดุร้ายและการนำสัตว์เหล่านี้ไปใช้สร้างภาพลักษณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อจำนวนสิงโตที่เลี้ยงในไทยเพิ่มขึ้นเกิน 600 ตัว การกำกับดูแลจึงเกี่ยวข้องกับหลายด้าน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนและตรวจสอบสถานที่เลี้ยง สวัสดิภาพสัตว์ ความปลอดภัยของประชาชน การเฝ้าระวังโรค ไปจนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศ