สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวระหว่างการลงพื้นที่ในภูมิภาคตะวันออกไกลของประเทศ เพื่อสังเกตการณ์การซ้อมรบ ว่าองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) กำลัง “แทรกซึม” เข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัสเซีย

ทั้งนี้ ปูตินกล่าวว่า “ศักยภาพด้านความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น” กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคดังกล่าว โดยมีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรทางทหารและการเมืองใหม่ รวมถึงการนำระบบอาวุธใหม่เข้ามาประจำการ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซีย แต่ไม่ได้ระบุว่าหมายถึงอาวุธชนิดใด

ขณะเดียวกันผู้นำรัสเซียวิจารณ์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศหุ้นส่วนอินโด-แปซิฟิกของนาโต ว่าญี่ปุ่นดำเนินมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียฝ่ายเดียว สะท้อนความไม่เข้าใจต้นตอของสถานการณ์ในยูเครนอย่างแท้จริง พร้อมทั้งยังตำหนิการที่เนื้อหาในสมุดปกขาวด้านกลาโหมฉบับล่าสุดของญี่ปุ่นระบุว่า เอเชียตะวันออกอาจเผชิญกับสถานการณ์คล้ายการรุกรานยูเครน

ปูตินย้ำว่า รัสเซียไม่ได้เป็นฝ่ายคุกคามญี่ปุ่น และไม่มีข้อเรียกร้องด้านดินแดนต่อญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ผู้นำรัสเซียปฏิเสธข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะคูริล ซึ่งญี่ปุ่นเรียกว่า “ดินแดนทางเหนือ” โดยระบุว่า สถานะของหมู่เกาะทั้งหมดเป็นผลจากสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับการรับรองในเอกสารระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ปูตินกล่าวว่า ความตึงเครียดกำลังเพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาร์กติกเกี่ยวกับการใช้เส้นทางเดินเรือทะเลเหนือ หรือเอ็นเอสอาร์ ทั้งนี้ รัสเซียยังพร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศที่ต้องการร่วมมือ โดยเฉพาะมิตรประเทศอย่างจีนและอินเดีย

นอกจากนี้ ปูตินยังแสดงความไม่พอใจต่อกรณีหลายประเทศในยุโรปยึดเรือที่สงสัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” ของรัสเซีย พร้อมทั้งเตือนว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการเดินเรือ และเข้าข่าย “การปล้นสะดมและการกระทำอันเป็นโจรสลัด”

ผู้นำรัสเซียเตือนว่า หากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) บางแห่งเดินหน้ายึดเรือรัสเซียและนำสินค้าที่ถูกยึดไปจำหน่าย รัสเซียจะ “ไม่มีทางเลือก” นอกจากใช้มาตรการตอบโต้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นในพื้นที่ใดก็ตามที่รัสเซียเห็นว่าจำเป็นและเหมาะสม รวมถึงเขตรับผิดชอบปฏิบัติการของกองเรือแปซิฟิก.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS