เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลาว่าการกทม.(เสาชิงช้า) เขตพระนคร นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. ประชุมร่วมกับ ผู้บริหารจากสำนักการศึกษา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจาก SoSafe และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เดินหน้ายกระดับโรงเรียนปลอดภัยทั้งกายและใจ พร้อมกำหนดกลไกดูแลพฤติกรรมนักเรียนทุกสายชั้น ทุกมิติในโรงเรียนสังกัด กทม. ผ่านการประสานพลังระหว่างเทคโนโลยี จิตวิทยา มนุษยวิทยา และการเข้าถึงเด็กอย่างใกล้ชิดผ่านครูแนะแนว และครูประจำชั้น

สำนักการศึกษา (สนศ.) ร่วมกับกองเทคโนโลยีการศึกษา และหน่วยศึกษานิเทศก์ เดินหน้าสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งการประยุกต์ใช้ Digital Literacy เพื่อป้องกันการบูลลี่ และการดูแลความปลอดภัยทางกายภาพ นอกจากนี้ เพื่อให้การดูแลผู้แจ้งเหตุหรือเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง รองผู้ว่าฯกทม. จึงมีแนวคิดเตรียม บูรณาการฟีเจอร์ SoSafe เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแอปพลิเคชัน Traffy Fondue เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงและรับเรื่องได้จากจุดเดียว เพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตสามารถเข้ามามีส่วนร่วมติดตามเคสร่วมกับโรงเรียนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

กทม. ให้ความสำคัญกับภาวะทางจิตและพฤติกรรมของเด็กนักเรียนทั้งระดับชั้นประถมศึกษาและระดับชั้นมัธยมศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินสมรรถนะทางจิตและสุขภาพภาวะทางจิตมาอย่างยาวนาน จนนำมาสู่การจัดทำ “คู่มือ SDQ (Strengths and Difficulties Questionnaire) ฉบับ กทม. ปี 2568” ซึ่งเป็นแบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนเชิงจิตวิทยาที่ช่วยคัดกรองพฤติกรรม อารมณ์ และสังคมของเด็ก เพื่อให้ครูเข้าใจธรรมชาติและจุดที่ต้องเติมเต็มของเด็กแต่ละคนได้ตรงจุด

ด้านกองเสริมสร้างสมรรถนะนักเรียน (สนศ.) เสริมในประเด็นนี้ว่าปกติแล้วมีการอบรมประธานนักเรียนให้มีความรู้เรื่องสิทธิเด็กและข้อกฎหมายที่ควรรู้เป็นประจำอยู่แล้ว และสำนักการศึกษายังคงเร่งขับเคลื่อนการเติมเต็มบุคลากรสำคัญ โดยเฉพาะ “ครูแนะแนว” ซึ่งเป็น Focal Point หรือหัวใจหลักในการดูแลสุขภาวะทางจิตของนักเรียน เพื่อให้ครบถ้วนทุกโรงเรียน (1 โรงเรียน ต่อ 1 ครูแนะแนว) พร้อมเติมเต็มบทบาทของนักจิตวิทยาเด็กและนักสังคมสงเคราะห์ในการเข้ามาเสริมส่วนขาดอย่างลงตัว

ด้านศึกษานิเทศก์ เสนอแนวทาง “10 นาทีโฮมรูมก่อนเข้าเรียนทุกวัน” โดยครูประจำชั้น ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ง่าย รวดเร็ว และเป็นธรรมชาติที่สุดในการสังเกต ถอดรหัสความรู้สึก และสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่นกับเด็ก ๆ ทุกวัน ตามกรอบแนวทาง Promotion, Prevention และ Protection (ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ) หากเกิดปัญหาหรือมีเคสเกิดขึ้น กทม. จะมุ่งเน้นการ “ซ่อมแซมและพัฒนาระบบ” กลับไปทบทวนและสร้างความเข้าใจในระบบให้แก่ครูประจำชั้นและครูแนะแนว เพื่อให้แน่ใจว่าระบบการดูแลเด็กสามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ กทม. เตรียมหารือกับผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดกทม. และความพร้อมโดยไม่สร้างภาระให้ครูในการเฟ้นหา “โรงเรียนอาสาสมัครนำร่อง” (โดยเฉพาะโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น) เพื่อทดลองใช้แนวทางคัดกรอง พัฒนาการแนะแนว และสร้าง “ระบบโรงเรียนเชิงบวก” ก่อนจะถอดบทเรียนความสำเร็จและขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ทั่วกทม.ต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่า “เด็กทุกคนจะมีครูที่เข้าใจและพร้อมดูแลอยู่เคียงข้างอย่างจริงจังและยั่งยืน”