กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก จากกรณีข้อพิพาทที่ดิน 26 ไร่ ของนายเฮียง ซึ่งฝ่ายทายาทติดใจสงสัยเนื่องจากชื่อในโฉนดที่ดินยังคงเป็นของบรรพบุรุษ ไม่ได้โอนเป็นชื่อวัดป่าอดุลยาราม จนกลายเป็นข้อถกเถียงเรื่องกรรมสิทธิ์และขั้นตอนทางกฎหมาย

หากย้อนดูประวัติศาสตร์คดีความในประเทศไทย กรณีลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นและกลายเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายครั้งใหญ่ใน “คดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์” ซึ่งหากนำทั้งสองคดีมาพิจารณาคู่กัน จะพบว่ามีทั้งจุดเหมือนและจุดต่างทางกฎหมายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ในส่วนของ “ข้อเหมือนทางกฎหมาย” ทั้งสองคดีมีจุดเริ่มต้นจากเจตนาอันบริสุทธิ์ของเจ้าของเดิมที่ต้องการอุทิศที่ดินให้แก่พระพุทธศาสนา โดยกรณีนายเฮียงได้อุทิศที่ดิน 26 ไร่ ให้ตั้งวัดป่าอดุลยาราม ส่วนกรณีนางน้อมได้ทำพินัยกรรมยกที่ดิน 924 ไร่ ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำพิพากษาศาลฎีกา และแนวทางกฤษฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ชัดเจนเหมือนกันว่า เมื่อผู้ยกให้ได้แสดงเจตนาหรือเสียชีวิตลง ที่ดินนั้นจะตกเป็นของวัดหรือเป็นที่ธรณีสงฆ์ทันทีตามกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ไปทำเรื่องเปลี่ยนชื่อหลังโฉนด ณ สำนักงานที่ดินก่อนแต่อย่างใด ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางเวลาระหว่าง “เอกสารทางราชการ” กับ “ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย” จนกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดความสับสนและข้อสงสัยแก่ทายาทหรือบุคคลภายนอกในเวลาต่อมา

ทว่าทั้งสองคดีกลับมี “จุดต่างและปลายทาง” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยกรณีของ สนามกอล์ฟอัลไพน์ เป็นเรื่องของการนำที่ธรณีสงฆ์ออกไปเปลี่ยนมือทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ หลังจากผู้จัดการมรดกและกรมการศาสนาได้โอนที่ดินไปให้มูลนิธิฯ แล้วขายต่อให้เอกชนทำสนามกอล์ฟและบ้านจัดสรร จนคณะกรรมการกฤษฎีกาต้องเข้ามาชี้ขาดว่าเป็นการโอนที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ธรณีสงฆ์ไม่สามารถจำหน่ายจ่ายแจกได้ เว้นแต่จะออกเป็นพระราชบัญญัติ นำไปสู่การฟ้องร้องและเพิกถอนสิทธิที่กระทบผู้ซื้อที่ดินจำนวนมาก

ขณะที่กรณีของ วัดป่าอดุลยาราม ปัญหาไม่ได้เกิดจากการนำที่ดินไปขายต่อ แต่เป็นเพียง “ความแคลงใจของทายาท” ที่เห็นชื่อนายเฮียงซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2534 ยังค้างอยู่ในโฉนด ก่อนที่กระบวนการตั้งวัดจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2541 ทายาทจึงต้องการตรวจสอบความถูกต้องและขั้นตอนการจัดตั้งวัดให้แน่ชัด โดยที่วัดเองก็ยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อกิจการทางศาสนามาโดยตลอดตามเจตนาอุทิศเดิม

บรรทัดฐานจากคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ได้พิสูจน์แล้วว่า “เจตนาอุทิศให้วัดย่อมสำคัญกว่าชื่อที่ปรากฏบนหน้าโฉนด” ดังนั้น ในกรณีของวัดป่าอดุลยาราม ประเด็นหลักในขณะนี้จึงไม่ใช่การสู้รบเพื่อเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ แต่คือการเปิดเผยเอกสารและขั้นตอนการจัดตั้งวัดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความกระจ่าง คลายข้อสงสัยให้แก่ฝ่ายทายาท และจบข้อพิพาทลงด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรมตามหลักกฎหมาย

ถนอมศรี จันทร์ทอง รายงาน