ออสเตรเลียได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในประเทศซึ่งมีมาตรการควบคุมอาวุธปืนเข้มงวดที่สุดในโลก หลังเหตุกราดยิงที่เมืองพอร์ตอาร์เธอร์ ในรัฐแทสเมเนีย เมื่อปี 2539 นำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ และโครงการซื้อคืนอาวุธปืนระดับชาติ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายความปลอดภัยสาธารณะของประเทศ


อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2569 ออสเตรเลียยังคงเดินหน้าปรับปรุงระบบควบคุมอาวุธปืน โดยเน้นทั้งการจำกัดจำนวนอาวุธปืน การตรวจสอบผู้ครอบครอง และการพัฒนาฐานข้อมูลระดับประเทศ


หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งบังคับใช้กฎหมายอาวุธปืนฉบับใหม่ที่กำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนปืน ที่ประชาชนสามารถครอบครองได้ โดยผู้ได้รับใบอนุญาตล่าสัตว์สามารถครอบครองอาวุธปืนได้ไม่เกิน 5 กระบอก


ขณะที่ใบอนุญาตสำหรับการแข่งขันยิงปืนกำหนดเพดานไว้ที่ 10 กระบอก ส่วนใบอนุญาตแบบหลายวัตถุประสงค์สามารถครอบครองได้ไม่เกิน 10 กระบอก โดยมีเงื่อนไขเฉพาะสำหรับอาวุธที่ใช้ล่าสัตว์


การปฏิรูปดังกล่าวมาพร้อมโครงการซื้อคืนอาวุธปืนโดยสมัครใจ เพื่อชดเชยให้แก่เจ้าของที่ต้องการนำปืนส่วนเกินหรืออาวุธที่ไม่ต้องการมาคืนแก่รัฐ โดยโครงการล่าสุดสิ้นสุดเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 และมีการส่งมอบอาวุธปืนรวม 83,764 กระบอก ส่งผลให้จำนวนอาวุธปืนที่มีใบอนุญาตในรัฐลดลงประมาณ 24% ภายในระยะเวลา 2 ปี


มาตรการดังกล่าวสะท้อนว่า “การซื้อคืน” ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญของออสเตรเลียในการลดจำนวนอาวุธปืนในชุมชน โดยใช้แรงจูงใจทางการเงินควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายใหม่ ทั้งนี้ โครงการซื้อคืนของเวสเทิร์นออสเตรเลียเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2567 และมีวงเงินชดเชยเบื้องต้น 64.3 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1,511.06 ล้านบาท)


อีกด้านหนึ่ง ออสเตรเลียกำลังพัฒนาระบบทะเบียนอาวุธปืนระดับประเทศ (เอ็นเอฟอาร์) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากฐานทะเบียนและระบบจัดการอาวุธปืนของรัฐบาลกลาง รัฐ และดินแดนเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธปืน เจ้าของปืน และใบอนุญาตได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึงช่วยติดตามอาวุธปืนข้ามพรมแดนระหว่างรัฐได้ดีขึ้น


อย่างไรก็ตาม เอ็นเอฟอาร์ยังไม่ใช่ระบบที่เปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปี 2569 โครงการเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.ค. 2567 และกำหนดระยะเวลา 4 ปี คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ราวกลางปี 2571 ขณะที่ในปีนี้มีการเร่งพัฒนาระบบ และส่วนประกอบต่าง ๆ รวมถึงฐานข้อมูลการระบุอาวุธปืนแห่งชาติ ซึ่งเริ่มใช้งานระบบที่ปรับปรุงแล้วเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา


ขณะเดียวกัน กฎหมายใหม่ในเวสเทิร์นออสเตรเลียยังเพิ่มข้อกำหนดด้านการฝึกอบรม การประเมินสุขภาพ การจัดเก็บอาวุธปืน และเหตุผลในการครอบครอง โดยผู้ขอใบอนุญาตต้องแสดงเหตุผลที่สมควร และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง


ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า แนวทางของออสเตรเลียกำลังเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาด้วยการ “นำปืนออกจากสังคม” เพียงอย่างเดียว ไปสู่ระบบควบคุมที่ครอบคลุมตลอดวงจร ตั้งแต่การออกใบอนุญาต การจำกัดจำนวน การจัดเก็บ การตรวจสอบ ไปจนถึงการติดตามข้อมูลระดับประเทศ


บทเรียนสำคัญจากออสเตรเลียจึงไม่ได้อยู่เพียงที่โครงการซื้อคืนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อปี 2539 แต่คือการปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่องให้สอดรับกับความเสี่ยงในแต่ละยุค ทั้งกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นในระดับรัฐ และการพัฒนาระบบทะเบียนอาวุธปืนแห่งชาติ ซึ่งหากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย จะช่วยให้เจ้าหน้าที่มองเห็นภาพรวมของอาวุธปืนและผู้ครอบครองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเสริมศักยภาพในการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในระยะยาว.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES