เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ส.ค. ที่ สน.พระโขนง นางสาวชมมณี น้อยจันทร์ หรือ “ป้าดา” อายุ 62 ปี เดินทางมาติดตามคดีและทวงถามความเป็นธรรม กรณีที่อ้างว่าถูกยัดข้อหาและมีการออกหมายจับโดยมิชอบ พร้อมขอเข้าพบผู้กำกับการ สน.พระโขนง เพื่อสอบถามถึงพยานหลักฐานที่ใช้ดำเนินคดีกับตน

ป้าดา กล่าวว่า เดินทางมาติดตามคดี เนื่องจากนายอับบาส ลูกหลานและบริวาร รวมทั้งหมด 31 คน ถูกดำเนินคดี ซึ่งตนอ้างว่าเป็นการจับเท็จ แจ้งความเท็จ และยัดคดี จึงต้องการพบผู้กำกับการ สน.พระโขนง เพื่อสอบถามว่าหลักฐานที่ใช้ในการจับกุมคืออะไร

ป้าดา กล่าวว่า ประเด็นเอกสารการจับกุมมีความชัดเจน โดยกลุ่มของตนเข้าไปบริเวณท่าเรือ 18 D ซึ่งเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2465 ของนายอับบาส แต่ตำรวจกลับนำโฉนดที่ดินฝั่งตรงข้าม ได้แก่ โฉนดเลขที่ 2397, 2398 และ 4093 มาใช้ดำเนินคดี โดยอ้างว่าทำให้ตนและพวกต้องติดคุก

“ตนเองโดนศาลจำคุก 2 คดี ตัดสินจำคุก ทั้ง ๆ ที่เป็นการจับเท็จ แจ้งความเท็จ ยัดคดี และเรามีหลักฐาน เราโดนกระทำมาทั้งหมดเป็น 10 ปี วันนี้คือวันที่รอคอย เพราะเราเอาความจริงมาเปิดเผย เรารอมาเป็น 10 ปี แต่ก็ไม่เคยได้รับการพิสูจน์ใด ๆ” ป้าดา กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีตำรวจชี้แจงว่าทุกอย่างดำเนินการตามกระบวนการ ป้าดา กล่าวว่า เข้าใจว่าต้องมีขั้นตอน แต่ผู้กำกับการควรออกมาชี้แจงว่า หลักฐานที่ใช้จับกุมมีหรือไม่ และอยู่ที่ไหน รวมถึงใครเป็นผู้แจ้งให้ดำเนินคดีกับนายอับบาสและทายาท เพราะเรื่องดังกล่าวมีเอกสารเป็นหลักฐาน ไม่ใช่เรื่องที่คิดขึ้นมาเอง

ป้าดา ยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการให้รื้อคดีขึ้นมาตรวจสอบใหม่ แต่เห็นว่าคดีผิดตั้งแต่ต้น โดยตนเป็นผู้ดูแลชีวิตและทรัพย์สินของนายอับบาส และติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ส่วนกรณีที่มีการชุมนุมเกิดขึ้น ยืนยันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับโฉนดเลขที่ 2465 บริเวณท่าเรือ 18 D เท่านั้น ไม่ใช่ม็อบรับจ้างหรือแก๊งใด ๆ

“พิสูจน์ได้ค่ะ ศาลจำคุกดิฉัน ถ้าหากว่าผิดจริง อย่าว่าแต่จำคุกเลย ต้องประหาร เพราะคดีเยอะขนาดนี้ ควรประหาร เอาไว้ไม่ได้ แต่ประเด็นเดียวคือต้องพิสูจน์ เพราะเรามีหลักฐานพร้อม ที่มาจับเรา เอามาดูเลยว่าเอาอะไรมาจับเรา” ป้าดา กล่าว

ส่วนกรณีการจับกุมและพิมพ์ลายนิ้วมือ ป้าดาอ้างว่า ตนถูกอุ้มตัวไปและมีคลิปเป็นหลักฐาน โดยระบุว่าเคยถูกจับกุมหลายครั้ง แต่เมื่อถูกนำตัวขึ้นศาลกลับไม่มีคำฟ้อง และที่อัยการก็ไม่มีคำฟ้อง พร้อมอ้างว่าเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2568 ถูกจับกุมและนำตัวมาที่ สน.พระโขนง ก่อนส่งศาลและได้รับการประกันตัวคนละ 200,000 บาท

ป้าดา กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาตนเดินทางไปร้องเรียนมาแล้วหลายหน่วยงาน รวมถึงทุกกระทรวงและพรรคการเมือง โดยดำเนินการมาตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมกล่าวว่า “3 สิ่งในโลกนี้ปกปิดไม่ได้ คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และความจริง”

เมื่อถามถึงกรณีชาวบ้าน จ.ขอนแก่น แจ้งความดำเนินคดีกับป้าดาและกลุ่มชายฉกรรจ์ในความผิดตามมาตรา 112 กรณีนำท่อปูนไปวางขวางวัด ป้าดา กล่าวว่า ไม่ขอพูดถึงเรื่องดังกล่าว และกรณีที่มีการกล่าวหาว่าแอบอ้างเบื้องสูง ขอให้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าไม่รู้สึกกังวล เพราะสิ่งที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จ.ขอนแก่น เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนางบัวไข สรสมุทร ผู้จัดการมรดก ป้าดา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดำเนินการกันไป พร้อมระบุว่าตนพูดคุยกับป้าบัวไขอยู่ตลอด และเตรียมแจ้งความกลับสำนักงานที่ดินในข้อหาแจ้งความเท็จ เนื่องจากเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียง

จากนั้น ป้าดาและทีมงานเดินทางเข้า สน.พระโขนง เพื่อขอพบผู้กำกับการ สน.พระโขนง และ พ.ต.ท.โอปอ โนนทะขันธ์ สารวัตรสอบสวน เจ้าของสำนวน เพื่อสอบถามถึงเหตุผลและพยานหลักฐานที่ใช้ดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับการ สน.พระโขนง ติดภารกิจประชุมที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล จึงไม่สามารถเข้าพบได้ ป้าดาจึงเข้าพบ พ.ต.ท.ประดิษฐ ปลายด่วน รอง ผกก.(สอบสวน) หัวหน้างานสอบสวน สน.พระโขนง พร้อมด้วย พ.ต.ท.โอปอ ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวน

ระหว่างการพูดคุย ป้าดามีการโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นระยะ เนื่องจากต้องการให้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่ใช้ประกอบการดำเนินคดี พร้อมยืนยันว่าต้องการทราบว่าหลักฐานใดนำไปสู่การดำเนินคดีกับตน และเหตุใดจึงดำเนินการในลักษณะดังกล่าว

ด้าน พ.ต.ท.ประดิษฐ ชี้แจงว่า คดีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลแล้ว หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้รวบรวมพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์และนำไปยื่นต่อศาลเพื่อขอความเป็นธรรม เนื่องจากทุกคดีมีขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมาย

ภายหลังตำรวจชี้แจง ป้าดายังคงโต้เถียงในบางช่วง พร้อมนำเอกสารหลักฐานออกมาแสดงและยืนยันว่าตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ตำรวจไม่เคยเรียกตนไปสอบปากคำ พร้อมกล่าวว่า “รอดตายมาก็บุญแล้ว”

ป้าดายังอ้างว่ามีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกอุ้ม และต้องการให้ตำรวจนำหลักฐานมาแสดงเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง หากมีหลักฐานก็ควรนำมาแสดงและชี้แจงให้รับทราบ ก่อนเดินออกจากห้องพนักงานสอบสวนและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

ต่อมาเวลา 11.39 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเข้าพบตำรวจ สน.พระโขนง ป้าดาเดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง โดยระหว่างลงจากรถตู้ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.พระโขนง ได้เข้าพบและอ่านหมายจับให้นายก้อง ลูกน้องของป้าดา ในข้อหาร่วมกันบุกรุก กรณีคดีเกี่ยวกับที่ดินในพื้นที่พระโขนง

ระหว่างนั้นป้าดาพยายามสอบถามตำรวจว่าจับกุมในคดีใด โดยตำรวจแจ้งว่าให้ไปพูดคุยกันที่สถานีตำรวจ ก่อนควบคุมตัวนายก้องขึ้นรถไปยังห้องสืบสวน สน.พระโขนง

ต่อมาป้าดาเดินทางตามมายัง สน.พระโขนง พร้อมเปิดเผยว่า ขณะที่กำลังจะรับประทานอาหารกับผู้ติดตาม มีตำรวจเข้าจับกุมนายก้อง ซึ่งเป็นลูกน้องของตน โดยยังไม่ทราบรายละเอียดว่าถูกจับในข้อหาใด หากเป็นข้อหาร่วมกันบุกรุก ก็ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ใด พร้อมยืนยันว่าเป็นเรื่องเดิมที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องที่ดิน

ระหว่างนั้น นายก้องโทรศัพท์หาป้าดา และแจ้งว่าถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องสืบสวน เมื่อป้าดาสอบถามว่าถูกจับในคดีใด นายก้องจึงอ่านหมายจับและแจ้งว่าเป็นคดีร่วมกันบุกรุก ก่อนวางสาย ป้าดาจึงเดินทางไปรออยู่บริเวณหน้าห้องสืบสวน

ต่อมาชุดสืบสวนควบคุมตัวนายก้องออกมา โดยนายก้องระบุว่า คดีที่ถูกจับกุมเป็นคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สน.พระโขนง ไม่เกี่ยวข้องกับคดี จ.ขอนแก่น และถูกแจ้งข้อหาร่วมกันบุกรุกที่ดินย่านพระโขนง

นายก้อง กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกังวล และเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะได้ตรวจสอบว่าข้อกล่าวหาที่ตำรวจแจ้งนั้นเป็นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับป้าดา พร้อมยืนยันว่าตำรวจได้อ่านหมายจับให้ฟังก่อนควบคุมตัวมาที่โรงพัก และอ้างว่าตนถูกเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง

เมื่อถามว่า เหตุใดก่อนหน้านี้เดินทางมาที่ สน.พระโขนง แล้วตำรวจจึงไม่ได้ควบคุมตัวตามหมายจับ นายก้อง กล่าวว่า ตนเองก็สงสัยในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน และขณะนั้นยังไม่ได้พูดคุยกับป้าดา

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายก้องขึ้นรถ เพื่อนำตัวส่งศาลอาญาพระโขนง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป