เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่มีดราม่าเมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ.ทหาร แถลงข่าวที่รัฐสภา เรื่องการสร้างบังเกอร์คุ้มภัยทหาร ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ว่ามีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง เสี่ยงต่อการพังทลาย เช่นนี้แล้ว ใช้เงินภาษีประชาชนโดยไม่คุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งมีข้อโต้แย้งว่า รูปบังเกอร์ที่นายฉัตรนำมาแถลงข่าว เป็นบังเกอร์เก่า บังเกอร์ชั่วคราว ตั้งแต่ก่อนประทะรอบ 2
ดราม่าแรงขึ้น เมื่อ พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้โพสต์รูปการแถลงข่าว พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า “นี่เหรอคือ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ถูกคัดเลือกให้เป็น รองประธานกรรมาธิการทหาร ของสภาผู้แทนราษฎรไทย ไม่ต้องเป็นหรอกครับ สส. แค่ทำตัวให้สมควรเป็นคนที่เกิดในแผ่นดินไทยก็พอครับ”
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. นายเอกราช อุดมอำนวย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร พร้อม กมธ. ลงพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) และฐานปฏิบัติการชายแดน จ.ตราด เพื่อติดตามสถานการณ์ รับฟังปัญหาจากกำลังพล และตรวจสอบบังเกอร์ที่เคยเป็นประเด็นเรื่องคุณภาพและงบประมาณ

นายเอกราช โพสต์เฟซบุ๊กว่า ก่อนหน้านี้มีคำถามว่า บังเกอร์ที่ใช้งบประมาณประมาณ 50,000 บาทต่อหลัง มีคุณภาพเหมาะสมกับราคาหรือไม่ รวมถึงข้อสงสัยเรื่องส่วนต่างของราคาก่อสร้าง จากการรับฟังคำชี้แจง กปช.จต. และหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ระบุว่า บังเกอร์ดังกล่าวสร้างขึ้นในช่วงการสู้รบรอบแรก ซึ่งต้องเร่งสร้างที่มั่นเพื่อความปลอดภัยของกำลังพล เป็นการ “ทำไป สู้ไป” โดยงบ 50,000 บาทในช่วงแรกเป็นการประเมินเบื้องต้นสำหรับวัสดุอุปกรณ์ ไม่ได้กำหนดเป็นราคาสเปกก่อสร้างตายตัว
ต่อมามีการปรับปรุงให้มีความแข็งแรงมากขึ้น โดยหน่วยยืนยันว่าไม่มีเรื่องเงินทอน และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของกำลังพลเป็นอันดับแรก กมธ.ทหาร ไม่ได้เพียงรับฟังคำชี้แจง แต่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบังเกอร์จริง ซึ่งพบว่าบังเกอร์ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปัจจุบันมีความแข็งแรงและพร้อมใช้งาน
แต่จากการลงพื้นที่ เรายังพบว่าปัญหาชายแดนไม่ได้มีแค่เรื่องบังเกอร์ พื้นที่รับผิดชอบของนาวิกโยธินตามแนวชายแดนยาวกว่า 250 กิโลเมตร หลายพื้นที่อยู่ห่างไกลและทุรกันดาร การส่งกำลังบำรุงทำได้ยาก อีกทั้งบางเส้นทางอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติ ทำให้มีข้อจำกัดทางกฎหมาย รวมถึงการเบิกจ่ายงบกลางที่ยังไม่คล่องตัวเท่าที่ควร
หลังจากนี้ กมธ.ทหารจะเดินหน้าผลักดัน เร่งรัดการเบิกจ่ายงบกลางและงบประมาณปี 2570 พัฒนาเส้นทางส่งกำลังบำรุงและโครงสร้างพื้นฐาน ผลักดันน้ำประปาและไฟฟ้าให้เข้าถึงฐานปฏิบัติการ แก้ไขข้อจำกัดด้านกฎหมายในพื้นที่ทับซ้อน ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างคล่องตัวขึ้น แต่ยังโปร่งใสและตรวจสอบได้ นำโดรนและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ เพราะความมั่นคงชายแดนไม่ได้มีแค่ “บังเกอร์” แต่ต้องมีทั้งถนน ระบบส่งกำลังบำรุง โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า
กมธ.ทหารจะติดตามและผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อ เพื่อให้แนวชายแดนไทยมีความมั่นคง ทันสมัย และสามารถดูแลกำลังพลของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ



