เมื่อวันที่ 19 ส.ค. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ กล่าวถึงการเพิ่มบุคคลากรครูแนะแนวในโรงเรียนสังกัด กทม. ว่า ที่ผ่านมา กทม. ได้เปิดรับครูแนะแนวกว่า 300 อัตรา ซึ่งไม่เคยเปิดพร้อมกันเยอะขนาดนี้ แต่ประเด็นหลักคือครูแนะแนวที่จบออกมามีไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะมีงานทำแล้ว ทั้งนี้ก็จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการทุนเอราวัณ แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลารอ 4-5 ปี ปัจจุบันก็พยามยามสรรหาครูแนะแนวเพิ่ม
“หัวใจของโรงเรียนคือต้องเข้าใจในภาระงานของครูด้วย ถึงแม้จะมีครูประจำชั้นแต่ก็ต้องทำหน้าที่สอนด้วย จึงมีแนวคิดที่จะให้ครูได้ใช้เวลาร่วมกับเด็กนักเรียนอย่างมีคุณภาพ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน แต่สิ่งสำคัญคือเวลาต้องมีคุณภาพ”
นายศานนท์ กล่าวเพิ่มว่า นอกจากนี้ กทม. ยังมีแนวทางในการดูแลสภาพจิตใจของเด็กนักเรียนในโรงเรียน โดยใช้โปรแกรมต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย อาทิ โครงการ RJ in Schools Sandbox การพัฒนาโรงเรียนนำร่องด้านความยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา โดยเป็นฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง 3 กลุ่ม คือ ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน วิธีการนี้จะไม่ใช้บทลงโทษเป็นการตัดสิน แต่จะใช้วิธีการฟื้นฟูเยียวยาในการเข้าใจ, วิธีการโฮมรูมที่ปรับไปตามบริบทของโรงเรียนและนักเรียน, โครงการสังคมปลอดภัย หัวใจเด็กไทยอบอุ่น และระบบ SoSafe ของกรุงเทพมหานคร ที่เปิดช่องทางให้เด็กนักเรียนเยาวชน สามารถแจ้งเรื่องต่างเข้ามาได้หากรู้สึกไม่ปลอดภัย ปัจจุบันมีแจ้งเข้ามา 100 กว่าเคส แต่เคสที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนยังน้อย หลังจากนั้นก็คงจะต้องมีการกระตุ้นให้เด็กนักเรียนทราบว่าใช้ช่องทางนี้ในการแจ้งข้อมูลต่างๆ ในโรงเรียนได้ เมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย
“เชื่อว่าวิธีการในการใช้ครูแนะแนวเป็นหลักก็คงมาถูกทาง แต่ประเด็นหลักคือรายละเอียดของโรงเรียน ซึ่งแต่ละแห่งผู้อำนวยการสถานศึกษาจะต้องมีความเข้าใจในดูแลนักเรียนร่วมกับครูแนะแนว เหมือนอย่างโรงเรียนเคหะทุ่งสองห้องวิทยา 2 ซึ่งปัจจุบันสามารถทำโมเดลนี้ได้เป็นอย่างดี”



