นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีสภาผู้บริโภค ภาคประชาชน ยื่นหนังสือถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เพื่อคัดค้านโครงการทางพิเศษ (ด่วน) ยกระดับชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double Deck) เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบ และความปลอดภัยของประชาชนว่า การที่ประชาชนยื่นหนังสือคัดค้าน ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะโครงการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาถึงความคุ้มค่า และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นกระทรวงคมนาคม ได้หารือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และผู้ประกอบการแล้ว โดยให้ กทพ.ทำข้อมูลชี้แจงประเด็นสำคัญต่างๆ เสนอมา อาทิ หากดำเนินโครงการแล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง และภาครัฐจะต้องชดเชย หรือให้สิทธิประโยชน์แก่เอกชนในส่วนใด รวมถึงเงื่อนไขที่จะต้องปรับเปลี่ยน หรือเพิ่มเติมกับผู้รับสัมปทานเป็นอย่างไร โดยขณะนี้ตนเองยังไม่ได้รับรายละเอียดในส่วนดังกล่าวอย่างครบถ้วน จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโครงการจะมีความเหมาะสม และคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า เวลานี้ กทพ. ต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มที่ออกมาคัดค้านโครงการฯ ไม่ว่าจะเป็น สหภาพแรงงาน หรือประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณใต้แนวทางด่วน ซึ่งได้รับผลกระทบ โดยต้องชี้แจงให้เห็นว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง และมีมาตรการชดเชย หรือเยียวยาอย่างไร แต่ทั้งนี้ในส่วนของสหภาพแรงงานที่ออกมาคัดค้านก็ต้องหารือให้ชัดเจนว่า คัดค้านในประเด็นใด และมีข้อกังวลเรื่องใด เพื่อจะได้นำรายละเอียดทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกัน และหาแนวทางที่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมจะยังไม่ผลักดันโครงการดังกล่าว จะรอดูข้อมูลจาก กทพ. ก่อนใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องถามกลับก่อนว่ากระทรวงคมนาคมมีหน้าที่อะไร ซึ่งหน้าที่คือต้องบริหารจัดการให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกที่สุด และลดความแออัดของการจราจร ดังนั้นจึงต้องไปพิจารณาก่อนว่า Double Deck จะลดแออัดได้จริงหรือไม่ และรัฐเสียผลประโยชน์หรือไม่ รวมทั้งที่เอกชนจะแลกกับการขยายสัมปทาน และลดค่าผ่านทาง 50% ประชาชนจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่ เพราะหากทำทางด่วน 2 ชั้นแล้ว แต่เมื่อปลายทางกลับต้องมาเจอคอขวด และเกิดปัญหารถติดเหมือนเดิม ก็จะไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาการจราจรได้อย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ตนยังไม่เห็นข้อมูล
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า หากท้ายที่สุดได้มีการเดินหน้าโครงการดังกล่าว จะต้องมีการจัดทำแผนด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด และเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา โดยต้องแสดงให้เห็นว่าจะดูแลความปลอดภัยของประชาชน ผู้ใช้ทาง และผู้ที่พักอาศัยอยู่บริเวณใต้แนวทางด่วนอย่างไร เนื่องจากเรื่องความปลอดภัยถือเป็นประเด็นที่กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้รับบทเรียน และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ มาพอสมควร รู้สึกเสียใจกับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นการจะดำเนินโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ต้องมีมาตรการ และแผนความปลอดภัยที่ชัดเจน



