หนึ่งในประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านจะนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย คือ การทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพราะมีการทุจริตในการหาผลประโยชน์อย่างชัดเจน จนนำมาสู่การยกเลิกผู้สอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นเดิม 5,925 คน ขณะที่กระบวนการตรวจสอบเรื่องนี้ ผ่านทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดต่างๆ คำถามคือ นอกจากข้าราชการประจำ และคนนอกบางส่วน จะมีใครอีกหรือไม่ และจะมีน้ำหนัก นำไปใช้ในการซักฟอกหรือไม่
ที่น่าสนใจเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 69 มีข่าวผู้เสียหายคนหนึ่ง ได้เดินทางมาที่ สภ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตผู้สมัคร สส.เขต 8 จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 69 โดยยอมรับทั้งสองคนรู้จักกัน และผู้ถูกแจ้งความดำเนินคดีอ้างว่า สามารถช่วยเหลือบุคคล ให้สอบผ่านเข้าทำงานที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้ จึงหลงเชื่อจึงนำเงินส่วนตัวมามอบให้ผู้สมัคร สส. รายนี้ จำนวน 2,350,000 บาท เพื่อให้ช่วยลูกหลานจำนวน 5 คน ให้สอบผ่านสามารถเข้าทำงานได้ แต่เมื่อมอบเงินให้ไปแล้ว ปรากฏว่าประกาศผลกลับไม่มีชื่อทั้ง 5 คน จึงพยายามติดต่อขอเงินคืน แต่ถูกบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวงอย่างแน่นอน จึงมาพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี ในความผิดฐาน ฉ้อโกงทรัพย์ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดต่อไป ทั้งนี้ เหตุเกิดที่บริเวณใกล้ ต.สำโรง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 12.00 น.
นอกจากนี้ผู้เสียหายยังได้โชว์แชตการพูดคุยระหว่างบุคคลทั้งสอง ตั้งแต่เริ่มต้นของการฝากเด็กเข้าสอบ จนประกาศผลไม่มีชื่อทั้ง 5 คน จึงพยายามสอบถามและขอเข้าพบ แต่ถูกบ่ายเบี่ยงตลอด อ้างไปต่างจังหวัดบ้าง อ้างเข้า กทม.บ้าง และบอกว่ากำลังตามเงินคืนให้ ซึ่งผู้เสียหายขอคืนแค่ 1 ล้านบาท พร้อมให้เห็นภาพสถานที่ของการจ่ายเงินกันด้วยว่า เป็นสถานที่แห่งหนึ่ง นอกจากนี้ในแชตยังพูดถึงเจ้าหน้าที่รัฐแห่งหนึ่ง และยังบอกด้วยว่า ให้นำเงินมาคืนเพราะเงินตั้ง 200 ล้านบาท เป็นต้น
ส่วน “นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น จะถูกหยิบขึ้นมาอภิปรายว่า เป็นสิทธิและหน้าที่ที่ฝ่ายค้าน ไม่มีอะไรที่กังวล เพราะทำเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา จนถึงขณะนี้ดำเนินการมามากแล้ว ส่วนนอกเหนือจากที่รับผิดชอบ ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และตำรวจดำเนินการต่อไป เมื่อถามว่า ที่ฝ่ายค้านจะตั้งธงการทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นประเด็นใหญ่ในการอภิปราย นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่เป็นไร สิ่งที่ต้องยอมรับคือ มีปัญหาเกิดขึ้นจริงก่อนหน้านี้ และเราก็เข้าไปดำเนินการ ในฐานะที่กำกับดูแล มีหน้าที่ชี้แจง

นายวรศิษฎ์ กล่าวถึงความคืบหน้าของคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.จังหวัด) ประชุมทุจริตสอบท้องถิ่น ว่า ก่อนหน้านี้ นายก อบจ. หลายพื้นที่มีความกังวล โดยทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้มีการทำเป็นแพ็กเกจให้อยู่แล้วว่าการดำเนินการควรจะเป็นอย่างไร ข้อปฏิบัติต่อผู้ที่มีรายชื่อจะต้องมีวิธีปฏิบัติอย่างไร รวมถึงแบบฟอร์มและเอกสารหลักฐานต่างๆ ก็จะแนบไปด้วย เมื่อถามว่า หลักฐานข้อสรุปของแต่ละจังหวัดมาไม่พร้อมกันจะมีผลต่อการพิจารณาหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่มี จึงเป็นเหตุผลที่ต้องตั้งกรอบเวลา ให้ อปท. ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 31 ส.ค.นี้ ยืนยันว่า 31 ส.ค.นี้ คดีทุจริตการสอบท้องถิ่นต้องแล้วเสร็จ
ต้องรอดูว่า กระบวนการสอบทุจริตโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น เรื่องนี้จะมีการขยายผลไปถึงระดับไหน ยิ่งมีการแจ้งความดำเนินคดีกับนักการเมือง จะเชื่อมโยงและสาวลึก มีใครเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างหรือไม่ ยิ่งถ้าหากในอดีตเคยมีการกระทำที่สำเร็จแล้ว ทำไมถึงสามารถทำได้
ส่วนอีกประเด็นร้อน กรณี “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” เตรียมออกหมายเรียก สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน (ปชน.) เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของนิติบุคคลและการจัดตั้งสำนักงานกฎหมาย โดยมีลักษณะเข้าไปถือหุ้นเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทที่จดทะเบียนกว่า 28 บริษัท

ด้าน “นายกรุณพล เทียนสุวรรณ” สส. พรรค ปชน. ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ยินดีที่ดีเอสไอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการตามกฎหมาย การตรวจสอบจากภาครัฐโดยบริสุทธิ์เที่ยงธรรม จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีให้กับ สส. แต่สิ่งที่กังวลคือ รับทราบข่าวสารจากสื่อมวลชนว่า ดีเอสไอยังไม่ได้ออกหมายเรียก และไม่เห็นถึงความผิดปกติของคดีความ แต่กลับปล่อยชื่อ สส.ภายในพรรค เสมือนว่าได้กระทำความผิดแล้ว
สิ่งนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ที่พรรค ปชน.ถูกกระทำ จึงขอวิงวอนหน่วยงานภาครัฐ รักษาความลับ หรือให้เกียรติกับคนที่ยังไม่ได้ถูกดำเนินคดี ในการที่จะปล่อยชื่อ จนทำให้สังคมชี้นำว่า กลายเป็นผู้ต้องหาหรือผู้ผิดแล้ว เมื่อถามว่า มีข้อมูล 28 บริษัทที่ สส.ถือครอง แต่ไม่ได้เปิดเผยต่อ ป.ป.ช.ในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน นายกรุณพล กล่าวว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สิน อยู่ที่เจ้าตัว พรรคไม่สามารถทราบว่า สส.ในพรรคร้อยกว่าคน มีทรัพย์สินอะไรบ้าง แต่เมื่อมีข้อร้องเรียน หรือการตั้งข้อสังเกตจากหน่วยงานภาครัฐ พรรคก็จะเรียกมาพูดคุย และดำเนินการให้ถูกต้องตามที่กฎหมายระบุทุกอย่าง

ส่วน “พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ” ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยกรณีที่ น.ส.มณฑานี ตันติสุข ได้มีการแชร์คลิปรายการข่าว ซึ่งกล่าวพาดพิงถึง สส.พรรค ปชน. ซึ่งระบุว่า ดีเอสไอเตรียมออกหมายเรียกให้นักการเมืองรายดังกล่าวเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง จากกรณีมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของบริษัทในนามนิติบุคคลแห่งหนึ่งที่ จ.ภูเก็ต ว่า จากการตรวจสอบพบข้อมูลดังกล่าว เป็นข้อร้องเรียน ที่มีผู้สงสัยว่าบุคคล ซึ่งเป็น สส.สังกัดพรรค ปชน. กระทำผิดกฎหมายนอมินีในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยดีเอสไอจึงตั้งเรื่องไว้ เพื่อสืบสวนสอบสวน โดยต้องเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือถูกพาดพิงเข้ามาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง พร้อมนำเอกสารทั้งหมด มาชี้แจงว่าบุคคลได้ถือหุ้นแทนบุคคลต่างชาติจริงหรือไม่ ซึ่งรายละเอียดอยู่ในสำนวน ไม่สามารถเปิดเผยได้
พ.ต.ต.วรณัน เผยอีกว่า สำหรับกระบวนการของดีเอสไอ จะมี 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การสืบสวนกรณีที่มีคำร้องขอหรือพบข้อมูลการกล่าวหา ที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดในคดีพิเศษเกิดขึ้น ซึ่งดีเอสไอจะไม่ได้รับคำร้องทุกข์ และสอบสวนทันที เพราะภายใต้ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 การจะรับเป็นคดีพิเศษนั้น ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้ยังเป็นเพียงขั้นตอนของการสืบสวนอยู่แต่หากสืบสวนสอบสวนแล้วพบว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในเงื่อนไข ก็จะรับเสนออธิบดีดีเอสไอไว้เป็นคดีพิเศษเพื่อสอบสวนต่อไป แต่หากพบว่าเป็นคดีความผิดทางอาญา และไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะสอบสวนได้ ทางดีเอสไอก็จะส่งต่อไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการแทน
กระบวนการตรวจสอบ “สส. พรรค ปชน.” จะมีข้อมูลที่พบความผิดปกติในเรื่องการถือครองทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งหากภาครัฐตรวจสอบความผิดปกติ พรรคต้นสังกัดอาจถูกตั้งคำถาม ถึงกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงสมัคร สส.

ขณะที่ความคืบหน้าในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ก็ยังมีการกดดันการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างต่อเนื่อง โดยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล และนพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อเรียกร้องให้พิจารณาคดีทุจริตและฮั้วเลือก สว. พ.ศ. 2567 อย่างโปร่งใส โดยนายพิชิต ระบุว่า กกต. ใช้เวลากว่า 2 ปีในการสอบสวนคดีนี้ โดยก่อนหน้านี้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีองค์ประกอบชัดเจน ประชุมหลายครั้ง มีรายงานสรุปหลายร้อยหน้า และมีมติให้ส่งฟ้องศาลเอาผิดผู้เกี่ยวข้องกว่า 200 คน แต่วันนี้ กกต. กลับแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนมติของอนุฯ ชุดที่ 26 และมีกระแสข่าวว่าจะส่งฟ้องเพียงไม่กี่คน ซึ่งเป็นเพียงผู้เกี่ยวข้องระดับปลายแถว และไม่ใช่ สว. ชุดปัจจุบัน
“พฤติกรรมเช่นนี้เท่ากับ กกต. ฮั้วกันเอง โดยใช้อนุฯ ชุดที่ 36 มาลบล้างผลงานของอนุฯ ชุดที่ 26 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถือเป็นมหกรรมของการฮั้วที่เท่ากับการโกง จึงเรียกร้องขอให้ กกต. ยึดตามความเห็นของอนุฯ ชุดที่ 26 ที่มีความสมบูรณ์และเป็นที่ยอมรับของสังคม พร้อมขอเตือน กกต. อย่ารับใช้ฝ่ายการเมือง มิเช่นนั้นอาจต้องจบลงด้วยการจำคุกตามรอย พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต.” นายพิชิต กล่าว
ด้าน “นพ.ตุลย์” กล่าวเสริมว่า การตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ซึ่งเป็นคณะพิเศษ ถือเป็นเรื่องมีพิรุธ หาก กกต. ดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลน้อยกว่า 229 คน ถือว่า น่าสงสัยเช่นกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หาก สว. ชุดนี้ได้มาโดยมิชอบ องค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งโดย สว. ชุดปัจจุบัน ควรจะต้องถือเป็นโมฆะไปด้วยหรือไม่
ขณะเดียวกัน กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย “พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว” อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต. เร่งรัดส่งสำนวนคดีทุจริตเลือก สว. ให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัย หลังกระบวนการยืดเยื้อนานกว่า 2 ปี 2 เดือน ทั้งที่มีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ซึ่งเป็น สว. ถึง 138 คน รวมกับนักการเมืองและผู้บริหารพรรคการเมือง โดยภายหลังยื่น กกต. ทางกลุ่มได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อดีเอสไอ เพื่อเร่งรัดคดีพิเศษที่ 24/2568 ข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน รวมถึงยื่นเรื่องต่อสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) และ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (คกพ.) ด้วย
ยิ่งใกล้ กกต.จะลงมติชี้ขาดในสำนวน “ฮั้ว สว.” ความเคลื่อนไหวกดดันองค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ก็เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ คงต้องรอบทสรุปเรื่องนี้ จะออกมาอย่างไร เพราะเกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำรัฐบาล.
“ทีมข่าวการเมือง”



