สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ว่า กระทรวงการคลังสหรัฐเผยแพร่รายงานว่า มูลค่าหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ 40.047 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,316.24 ล้านล้านบาท) ณ วันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา


ในจำนวนนี้เป็นพันธบัตรที่ถือโดยนักลงทุนและสาธารณะ 32.266 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,060.50 ล้านล้านบาท) และหนี้ที่รัฐบาลถือครองระหว่างกัน 7.782 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 255.77 ล้านล้านบาท)


ทั้งนี้ ยอดหนี้ของสหรัฐแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,314.70 ล้านล้านบาท) หลังเพิ่งผ่านระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,281.83 ล้านล้านบาท) มาไม่ถึง 5 เดือน และเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี


ยอดหนี้ดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี จาก 19.95 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 655.71 ล้านล้านบาท ) เมื่อเดือน ม.ค. 2560 ซึ่งเป็นช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เข้ารับตำแหน่งสมัยแรก


ประมาณหนึ่งในสามของหนี้ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการกู้เงินครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก และรัฐบาลชุดต่อมาของประธานาธิบดีโจ ไบเดน


ขณะที่นโยบายการคลังของทั้งสองรัฐบาล รวมถึงปัญหารายได้ภาษีไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปริมาณหนี้สะสมเพิ่มขึ้น และนักลงทุนต่างชาติซึ่งถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเกือบหนึ่งในสาม เริ่มลดความต้องการถือครองลงในช่วงปีที่ผ่านมา


หลายฝ่ายออกมาเตือนว่า สหรัฐกำลังเผชิญแนวโน้มทางการคลังที่ไม่ยั่งยืน และอาจเกิดวิกฤติหนี้ครั้งใหญ่ หากสภาคองเกรสไม่เร่งแก้ไข เนื่องจากการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งซ้ำเติมเงินเฟ้อ เบียดบังงบประมาณสำหรับภารกิจอื่น และทำให้สหรัฐเปราะบางต่อวิกฤติภายในประเทศ และความผันผวนในต่างประเทศ.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES