เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียนจากนายชลิต รัษฐปานะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมจากทีมประกันสังคมก้าวหน้า กรณีถูกสำนักงานประกันสังคมตัดสิทธิการเป็นผู้สมัคร

นายชลิต กล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งในรักษาการกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ซึ่งเข้ามาโดยการเลือกตั้งในปี 2566 ล่าสุดก็ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ หมายเลข 45 ทีมประกันสังคมก้าวหน้า สัดส่วนผู้ประกันตน แต่กลับถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งประกันสังคม (กกต.สปส.) ตัดสิทธิอ้างว่าตนไม่มีคุณสมบัติเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ประกันตน แต่ในความเป็นจริงคือ ตนทำงาน ส่งเงินสมทบมาตรา 33 มาตลอด 7 ปี ต่อมาทางบริษัทมีการเลิกจ้าง แต่ก็ยืนยันว่าสถานภาพของตนซึ่งตรวจสอบจากแอปพลิเคชัน SSO+ ประกันสังคม ยืนยันชัดเจนว่าวันที่ 1-10 ก.ค. ตนยังคงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ขณะเดียวกันในเดือน ก.ค.นี้ ตนก็ยังได้สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ด้วย ดังนั้นถือว่ามีสิทธิในการเป็นผู้ประกันตนเต็มร้อย จึงได้ลงสมัครรับเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ในวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา แต่สุดท้ายกลับถูกตัดสิทธิ มองว่าไม่แฟร์ เป็นการลิดรอนสิทธิของตนอย่างชัดเจน

นายชลิต กล่าวต่อว่า ตนมองว่าการที่สำนักงานฯ ตัดสิทธิตน เนื่องจากมีความลักลั่นในการไม่ยอมให้ตนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ในวันที่ 1 ก.ค. ถือว่ามีความไม่แฟร์และไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง โดยคนที่ตัดสิทธิตนคือนายไมตรี ขุนทอง ผอ.กองกฎหมาย สำนักงานประกันสังคม ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยมีข้อถกเถียงกับนายไมตรี กรณีปรับสูตรการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จาก 1 เลือก 7 เป็น 1 เลือก 1 ซึ่งตนมองว่าเป็นการล้มการเลือกตั้ง รวมถึงมีการถกเถียงเรื่องการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งศาลปกครอง ซึ่งเรื่องนี้เราก็ชนะจนมีการเลือกตั้งในวันที่ 27 ก.ย. 2569

“ผมคิดว่ามีความลักลั่นในระบบ เพราะประกันสังคมไม่ยอมให้ผมออกจากมาตรา 33 ในวันที่ 1 ก.ค. อีกทั้งไม่ยอมให้ผมเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 แล้วมาลงโทษผม เนื่องมาจากความล้มเหลวของประกันสังคม ในการดูแลรักษาระบบของตัวเอง จึงมองว่า ไม่มีความเป็นธรรมกับผมอย่างมาก และอาจมีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมีการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันในสำนักงานประกันสังคมอยู่ตลอด ยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปหลายเคส” นายชลิต กล่าว และว่า ในวันที่ 21 ส.ค. ตนจะไปยื่นอุทธรณ์ต่อ กกต.สปส. รวมถึงพิจารณายื่นศาลปกครองเพิ่มเติม

ด้าน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงการถูกตัดสิทธิของนายชลิต เป็นการถูกกลั่นแกล้ง โดยใช้ดุลพินิจทางกฎหมายของสำนักงานประกันสังคม เพราะหากสำนักงานประกันสังคมเห็นว่านายชลิตไม่มีคุณสมบัติ แล้วรับสมัครตั้งแต่วันที่รับสมัครทำไม เพราะต้องทราบว่าผ่านคุณสมบัติหรือไม่ตั้งแต่วันนั้นแล้ว จนถึงวันนี้ปิดรับสมัครไปแล้ว ทีมประกันสังคมก้าวหน้าส่งผู้สมัคร 7 คน ถูกตัดสิทธิไป 1 เท่ากับว่าประชาชนสามารถเลือกได้ 6 คน ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่านี่คือการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ เพราะสำนักงานอาจจะไม่สลดใจ ไม่พอใจที่ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด และยังเพิ่งแพ้คดีในศาลปกครองที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าไปร้องถอนประกาศชะลอการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่เนื่องจากขณะนี้ยังเปิดให้ยื่นอุทธรณ์เพิ่มชื่อผู้สมัคร ขณะเดียวกันก็มาร้องต่อ กมธ. ด้วย อาจจะทำให้ถูกมองว่าเป็นการใช้การเมืองกดดัน กกต.สปส. หรือไม่ นายชลิต กล่าวว่า ไม่เท่าไหร่ ตนมองว่าเป็นสิ่งที่สาธารณะควรรับรู้อยู่แล้ว การทำงานของทีมประกันสังคมก้าวหน้าย้ำมาตลอดว่าทุกขั้นตอนต้องให้สังคมรับทราบ เราไม่มีทางทำงานในห้องปิด ดังนั้น เคสนี้หรือการที่เราต่อสู้เรียกร้องอะไรอยู่ ก็พร้อมให้สาธารณะรับรู้ไปด้วยกัน

เมื่อถามว่า คิดว่าเรื่องนี้มีผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าในการสั่งการหรือไม่ นายชลิต กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่ผู้ที่ลงนามตัดสิทธิตนคือ ผอ.กองกฎหมาย สำนักงานประกันสังคม แต่ทั้งนี้ กกต.สปส. คนที่นั่งหัวโต๊ะคือปลัดกระทรวงแรงงาน ขณะที่นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทาง กมธ.การกฎหมายฯ จะต้องมีการตรวจสอบละเอียด รอบคอบ ส่วนกรณีคำถามว่าการที่ผู้เสียหายมาร้องต่อกมธ. จะเป็นการกดดันทางการเมืองหรือไม่ เอาการเมืองไปแทรกหรือไม่ ตนขอชี้แจงว่า ถ้าเรารู้สึกว่าการมีผู้มาร้องต่อ กมธ. จะเหมือนเป็นการเอาการเมืองไปกดดันต่างๆ นั้น ตนมองว่า หลายเรื่องอาจจะทำให้เราไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์สาธารณะได้ สิ่งที่เราทำอยู่คือทำทุกอย่างบนโต๊ะ ให้ประชาชนตรวจสอบได้ หากกระบวนการ กมธ.ถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือในทางที่ไม่ถูกต้อง ประชาชนและองค์กรตรวจสอบที่มักจะตรวจสอบพวกเราอยู่แล้ว ก็สามารถตรวจสอบได้ ย้ำว่าการที่เรารับเรื่องร้องเรียน เราไม่ได้จะฟังเพียงนายชลิต แต่ต้องฟังหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ขอให้สบายใจว่า ทุกอย่างตั้งอยู่บนผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่ง กมธ.กฎหมายฯ ภารกิจสำคัญคือสร้างความเป็นธรรม ผู้ที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถมายื่นเรื่องได้ ฉะนั้น จะดำเนินการต่อและทำให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด.