เมื่อวันที่ 20 ส.ค. นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ “เบื้องหลังวิกฤติแร่หายาก: แร่ไม่ได้หายาก แต่โลกกำลังจ่ายแพงให้ “พ่อค้าหน้าเลือด” โดยระบุว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้แร่หายากกลายเป็นทรัพยากรสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของหลายประเทศ แต่เบื้องหลังต้นทุนที่อยู่ในระดับต่ำ คือภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนที่ถูกผลักไปยังพื้นที่อื่น โดยประเทศไทยกำลังได้รับผลกระทบจากมลพิษที่ไหลข้ามพรมแดนเข้ามาตามลำน้ำสายสำคัญ ทั้งนี้ แร่หายาก หรือ Rare Earths ไม่ได้มีปริมาณน้อยตามชื่อ แต่ความท้าทายอยู่ที่การค้นหาแหล่งแร่ที่คุ้มค่าต่อการผลิต รวมถึงกระบวนการสกัดและถลุงซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงและอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง
นายสรศักดิ์ ระบุอีกว่า ปัจจุบันจีนมีบทบาทสำคัญอย่างมากในห่วงโซ่การผลิตและแปรรูปแร่หายากของโลก นายสรศักดิ์มองว่า ความได้เปรียบดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการมีทรัพยากรมากเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการควบคุมต้นทุนการผลิต เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตและการส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดโลก ตามแนวทางที่เขาเรียกว่า “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ China 2.0” กลุ่มทุนบางส่วนเลือกผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมออกไปยังพื้นที่ชายแดนของเมียนมา ซึ่งอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง การบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่จำกัด และการขาดระบบคุ้มครองแรงงานที่เพียงพอ การทำเหมืองบางแห่งใช้วิธีชะละลายในแหล่งแร่ หรือ In-situ Leaching ด้วยการฉีดสารเคมีเข้าไปในชั้นดินและภูเขา ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนในพื้นที่ ขณะที่กากสารเคมีและโลหะหนักอาจไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งเชื่อมโยงกับพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย
“ราคาแร่ที่ถูกจึงไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะต้นทุนส่วนหนึ่งถูกผลักให้ธรรมชาติ ชุมชน และประเทศเพื่อนบ้านเป็นผู้รับภาระ” นายสรศักดิ์ระบุ
นายสรศักดิ์ ระบุถึงมิติด้านการต่างประเทศ ว่า กลไกตลาดเสรีไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ หากผู้เล่นรายใดรายหนึ่งมีอำนาจเหนือห่วงโซ่อุปทานและสามารถกำหนดราคาในตลาดได้ ซึ่งจากคำให้สัมภาษณ์ของนายดั๊ก เบอร์กัม รมว.มหาดไทยของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ปัจจุบันไม่ได้มีตลาดเป็นผู้กำหนดราคาแร่หายาก แต่จีนเป็นผู้กำหนดราคา สะท้อนให้เห็นว่าการผูกขาดทรัพยากรดังกล่าวกำลังถูกมองเป็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติตะวันตก สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สหรัฐฯ หันมาใช้นโยบายอุตสาหกรรมมากขึ้น ทั้งการให้เงินสนับสนุน การปล่อยสินเชื่อ การประกันราคารับซื้อขั้นต่ำ และการสร้างหลักประกันด้านตลาดให้แก่ผู้ผลิตในประเทศ เพื่อให้อุตสาหกรรมที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสามารถแข่งขันได้
ขณะเดียวกัน ประเทศพันธมิตรและกลุ่มประเทศมหาอำนาจระดับกลาง หรือ Middle Powers เริ่มเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานทางเลือก โดยนายสรศักดิ์ยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและออสเตรเลียในการพัฒนาศักยภาพการผลิตและแยกแร่ เพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจีน
นายสรศักดิ์ ระบุอีกว่า การเจรจาทางการทูตกับประเทศต้นทางเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากพื้นที่ผลิตแร่ตั้งอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งและมีข้อจำกัดด้านการบังคับใช้กฎหมาย ไทยจึงควรประสานเครื่องมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และความร่วมมือระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน โดยเสนอแนวทาง 4 ประการ ดังนี้ 1. เปลี่ยนประเทศไทยจาก “ทางผ่าน” เป็น “จุดสกัด” โดยบังคับใช้กฎหมายศุลกากรอย่างเข้มงวด ตรวจสอบการขนส่งสารเคมีที่สามารถนำไปใช้ได้สองทาง เช่น แอมโมเนียมซัลเฟต ซึ่งอาจถูกส่งต่อไปใช้ในกระบวนการทำเหมือง รวมถึงกำหนดให้การนำเข้าหรือขนส่งแร่ผ่านประเทศต้องมีเอกสารรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า หรือ Certificate of Origin เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยกลายเป็นเส้นทางลำเลียงของเครือข่ายเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐาน
2.ใช้มาตรการห้ามนำเข้าและกำแพงภาษี สำหรับแร่หรือสินค้าปลายน้ำที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผ่านมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่ลดต้นทุนด้วยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติเข้ามาทุ่มตลาดและสร้างความเสียเปรียบแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน
3.นำแนวปฏิบัติ OECD Due Diligence Guidance for Responsible Supply Chains of Minerals from Conflict-Affected and High-Risk Areas หรือ CAHRAs มาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน กำหนดให้ผู้ประกอบการและแบรนด์ระดับโลกสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของแร่ และปฏิเสธวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการทำลายสิ่งแวดล้อม
4.ผลักดันในเวทีระหว่างประเทศให้ขยายขอบเขตกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยแร่จากพื้นที่ขัดแย้ง หรือ EU Conflict Minerals Regulation ให้ครอบคลุมแร่หายาก จากปัจจุบันที่มุ่งควบคุมแร่ 4 กลุ่ม หรือ 3TG ได้แก่ ดีบุก แทนทาลัม ทังสเตน และทองคำ เพื่อสร้างความรับผิดชอบทางกฎหมายตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำ
“วิกฤติมลพิษข้ามพรมแดนจากอุตสาหกรรมแร่หายากไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และการควบคุมห่วงโซ่อุปทานโลก ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากประเทศที่คอยตั้งรับ มาเป็นผู้ร่วมผลักดันกติกาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อทำให้การลดต้นทุนบนความพินาศของธรรมชาติไม่คุ้มค่าอีกต่อไป” นายสรศักดิ์ กล่าว.



