จากกรณีที่มีกระแสในโซเชียลมีเดียพยายามเชื่อมโยงอาการป่วยและโรคร้ายแรง โดยเฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ว่ามีสาเหตุมาจากผลข้างเคียงของวัคซีน จนสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนเป็นวงกว้างนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก “หมอม็อด – หมอเด็กขอเล่า” ได้โพสต์ข้อความสะท้อนมุมมองทางการแพทย์ เตือนสติสังคมถึงกระแสข่าวดังกล่าวว่า ปัจจุบันโรคแทบทุกชนิดกลับถูกโยนไปให้เป็นความรับผิดชอบของวัคซีน ทั้งที่ในความเป็นจริง ทางการแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจที่ต้องทำหัตถการขดลวดหลอดเลือดอยู่ทุกวัน ต่างทราบดีว่าโรคเส้นเลือดหัวใจตีบเกิดจากการสะสมของไขมันและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งพฤติกรรมไม่คุมอาหาร ไม่ออกกำลังกาย ความเครียด การนอนไม่พอ บุหรี่ เบาหวาน ความดันโลหิต และค่าไขมัน LDL ที่สูง ซึ่งถูกศึกษาอย่างมีระบบมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมาแต่อย่างใด

หมอม็อด เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เหมือนแอร์รถยนต์เสียแล้วนำไปให้ช่างที่ซ่อมมานาน 30 ปีดูแล แต่กลับมีคนที่ไม่เคยซ่อมแอร์เลยเดินมาบอกว่าช่างทั่วโลกโดนหลอก แล้วขายน้ำยาวิเศษให้แทน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่การตั้งคำถามต่อวัคซีน เพราะวิทยาศาสตร์เปิดกว้างให้ตรวจสอบเสมอ แต่คือกระบวนการ “ทำให้คนกลัวก่อน แล้วค่อยมีของมาขายทีหลัง” เช่น น้ำยาล้างวัคซีน อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ต่าง ๆ ซึ่งไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือรองรับแม้แต่ชิ้นเดียว

นอกจากนี้ ยังแย้งความเชื่อผิด ๆ ที่ว่าเมื่อลงทุนทำวัคซีนแล้วต้องดันทุรังขาย โดยยกตัวอย่างวัคซีน RSV ในเด็กในอดีต หรือวัคซีน HIV บางสูตร ที่เมื่อทดลองแล้วพบว่าไม่ได้ผลหรือมีอันตราย คณะนักวิจัยก็สั่งหยุดและยกเลิกทันที เพราะวิทยาศาสตร์ต้องวัดกันที่ความปลอดภัยและความจริง ไม่ใช่การดันทุรังเพื่อผลประโยชน์

“เรื่องทั้งหมดจะไม่น่ากลัวเลยถ้าจบแค่เสียเงินซื้อของ แต่บางคนเชื่อจนหยุดยาที่จำเป็น เช่น ยาเบาหวาน ยาลดความดัน หรือยาลดไขมัน เพราะหลงเชื่อว่าต้นเหตุคือวัคซีน แต่วันที่เส้นเลือดหัวใจตีบจริง สุดท้ายก็ต้องกลับมารักษาที่โรงพยาบาล ส่วนคนขายน้ำยาวิเศษไม่ได้ตามมารับผิดชอบด้วย” หมอม็อด ระบุ

หมอม็อด เน้นย้ำว่า ความรู้ทางการแพทย์สามารถเปลี่ยนแปลงและผิดพลาดได้ แต่หากจะบอกว่าสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกศึกษามานั้นผิด ขอให้นำ “หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ดีกว่า” มาหักล้าง ไม่ใช่ใช้ “เรื่องเล่าที่สนุกกว่า” ที่เริ่มจากความกลัว แล้วจบลงด้วยการชวนซื้อสินค้าทางกล่องข้อความ (Inbox) ซึ่งสุดท้ายผู้ที่ต้องรับผลกระทบด้านสุขภาพทั้งหมดก็คือตัวคนไข้เอง.

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากเฟซบุ๊ก “หมอม็อด – หมอเด็กขอเล่า”