กลายเป็นดราม่าบนโลกออนไลน์มาพักใหญ่สำหรับกรณีข่าวลือนางเอกยุค 90 เปิดศึกชิงสามีนักธุรกิจหมื่นล้าน ซึ่งกำลังป่วยเพื่อให้ได้สิทธิการดูแล งานนี้คนโยงหนักมากว่าคือ จอย-หทัยทิพย์ สีสังข์ หรือ จอย บียอนด์ นักร้องดัง โดยล่าสุดวันนี้ 21 ส.ค. จอยตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมทนาย ที่ โรงแรม Mida Hotel Don Mueang Airport โดยจอยเผยว่า

จอย บียอนด์ เผยว่า “ก็ต้องบอกว่าก็เป็นเรื่องราวของจอย ก็เมื่อประมาณย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ ในตอนนั้นที่จะเล่นภาพยนตร์เรื่อง ธรณีกันแสง แล้วก็ได้พบกับท่านเจ้าสัว แล้วเราก็ตกลงเป็นแฟนกัน แล้วก็อยู่กินกันมาจนถึง ณ ตอนนี้เราก็มีความสุขกันดี ไม่ว่าในเรื่องของเขาจะทำงาน หรือว่าการทำอะไรในการตัดสินใจของเขา เขาก็ปรึกษาจอย แล้วส่วนจอยถ้าจะเล่นภาพยนตร์ต่อจากนี้ หรือว่าจะทำอะไรเกี่ยวกับวงการบันเทิงในการแต่งตัว ในการเลือกภาพยนตร์ที่จะเล่นก็ต้องปรึกษาเขา เพราะมันเหมือนว่าเขาคือหุ้นส่วนชีวิตของเรา ชีวิตก็มีความสุขดีเพราะว่าเราก็อยู่กันแบบไม่ได้ออกสื่อ แต่ว่าเปิดเผยในเรื่องของทางญาติๆ เขา แล้วก็ทางญาติๆ จอย เพราะว่าช่วงนั้นจอยอายุประมาณแบบ 20 กว่านะฮะ แล้วก็ไม่ได้สะดวกที่ยังเปิดเผยว่าเรามีสามี แล้วเขาก็เป็นนักธุรกิจ ซึ่งเราก็ต่างตกลงกันมีความสุขดี จนมาถึงในระยะ เอ่อ 4-5 ปีหลัง มันก็เริ่มเกิดการมีคนๆ นั้น ซึ่งคนๆ นั้นก็คือหลานเขา ก็คือท่านเจ้าสัวเริ่มมีอาการอัลไซเมอร์ ซึ่งปกติจอยก็ดูแลท่านในเรื่องของการทานอาหาร การใช้ชีวิต การออกกำลังกาย โดยปกติ เพราะว่าท่านจะมีเรื่องของเบาหวานสู้อยู่แล้ว ทีนี้พอมาเกิดปัญหาตรงเนี้ย เราก็จะเริ่มดูแลเพิ่มขึ้น ก็ไปศึกษาในเรื่องของอาหาร ในเรื่องของสุขลักษณะในเรื่องการทานอะไรที่ไม่มีความหวาน ไม่มีน้ำตาลเยอะ ไม่มีอะไรอย่างเนี้ย พักผ่อนให้เพียงพอ หรือการออกกำลังกาย มันก็ดูแลเพิ่มขึ้น แต่ทีเนี้ยบางครั้งเราต้องไปทำงาน เพราะว่าหนูก็มีร้องเพลงบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง คุณคนนั้นก็บอกว่า เดี๋ยวไปอยู่ กลับไปอยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่เขา แล้วเราก็เห็นว่าการดูแลตรงเนี้ยเกิดจากญาติเขา คนๆ เดียวนะไม่ใช่ญาติทั้งหมดจะไปดูแล ก็ทำให้เราสบายใจขึ้น เพราะว่าเขาไม่ใช่เป็นคนอื่น เราก็รู้จักคุ้นกันดี เพราะว่ามันก็ 20-30 ปี ก็โอเค ไม่ว่าเขาจะอยู่บ้านไหน เราก็สามารถไปได้ เราก็ไปได้”

“แต่ทีเนี้ยมันเกิดการที่เรียกว่า มันจะต้องมีรั้วบ้านใช่มั้ยฮะ แล้วก็จะต้องมีรีโมตบ้าน ตอนที่จอยเข้าไปเขาก็บอกว่าประตูรีโมตเสียก็ต้องเปลี่ยนประตูรีโมต พอเปลี่ยนประตูรีโมตเสร็จ บอกไม่เป็นไร ถ้าเปลี่ยนเสร็จเดี๋ยวก็ขอดอกหนึ่ง ทีเนี้ยเขาบอกมันมีแค่ดอกเดียว มีแค่ดอกเดียวก็ไม่เป็นไร เพราะว่าถ้าเกิดจะมาจะเข้าแต่ละครั้งก็โทรฯ บอกเด็กที่บ้านเพราะรู้จักมักคุ้นกันอยู่แล้ว ทีนี้จะเข้าออกจอยก็โทรฯ หาเขา จะเข้าแล้วเวลานี้เวลานี้ ก็ปกติ พอในช่วงสุดท้ายจะเข้าบ้าน ก็กลับมาจากทำงาน จอยก็จะเข้าบ้านปกติ ก็โทรฯ บอกเด็กที่บ้าน เด็กที่บ้านก็บอกว่าเขาต้องขอโทษจริงๆ เพราะว่าเขาไม่สามารถให้เราเข้าบ้านได้ อ้าว ทำไมเราถึงเข้าบ้านไม่ได้ล่ะ เพราะว่าคุณคนนั้นเขาสั่งไว้ว่ามีอะไรให้บอกเขา แล้วได้รับคำตอบเสร็จแล้วจะถึงเข้าได้ มันก็มีความแปลกๆ นิดนึง แล้วก็โทรฯ หาเขา ก็บอกว่าเดี๋ยวจะขอเข้าบ้านนะคะ เพราะว่าคนที่บ้านบอกว่าต้องขออนุญาตคุณคนนี้ก่อน พอโทรฯ หาเขา เขาบอกว่าเขาไม่อนุญาตให้เข้าแล้ว เพราะว่าเขารักคุณมาก ผมอยากให้เขาลืมคุณ เป็นประโยคที่หนูงง แล้วถ้าเราเจอกันที่ไหน เราก็ไม่ต้องทัก คือหนูไม่รู้ว่าความรู้สึกอย่างงี้มันแปลว่าอะไร แล้วหนูก็ขับรถกลับบ้าน ในช่วงนี้หนูขับรถกลับบ้าน ทุกๆ ครั้งในการที่ต้องโทรฯ หา หรือต้องติดต่อ หนูติดต่อเขาไม่ได้ เพราะว่าเวลาที่จะเข้าบ้าน เขาก็จะปิดเน็ตของสามีหนู จะติดต่อไม่ได้ หนูก็เป็นอย่างงี้ตลอด ก็หนูก็ไปเฝ้าหน้าบ้านบ้าง หรือขับรถผ่านบ้าง หนูก็ไปรอที่โรงพยาบาล เพราะว่าเขาจะต้องไปตรวจสุขภาพ หนูก็ไม่เจอ เพราะหลังจากที่เขาพูดอย่างงี้เสร็จ หนูก็ไม่สามารถจะเจอเขาได้ตรงไหน เพราะว่าตารางอาจจะเปลี่ยนนะฮะ หนูก็เลยคิดว่าหนูคงจะไม่ได้เจอท่านแล้ว ก็ตามหากันอยู่สักพักหนึ่ง เสร็จแล้วก็เมื่อเดือนที่แล้วหนูก็ไปเจอท่าน เพราะว่าหนูรู้ว่าท่านคงไปทานข้าวประจำๆ ที่เราเคยไปทานกัน บังเอิญหนูก็โชคดีที่ได้เจอท่าน แล้วก็เจอเพื่อนของท่านด้วย ประมาณ 6-7 คน แล้วก็เจอคุณคนนั้นด้วย ซึ่งท่านก็เดินได้ เดี๋ยวต้องบอกนิดนึงว่าท่านไม่ได้ติดเตียง ท่านไม่มีภรรยาและมีลูก หนูก็อยู่กับท่านมาตั้งแต่แรกเลย”

“พอหนูเจอแล้วเขาก็บอกว่าหายไปไหนมา อ๋อ พอดีอยากจะเข้าไปหาแต่ว่าเข้าไปไม่ได้ เพราะว่าคนๆ นั้นไม่ให้เข้า แล้วทำไมเธอเข้าไม่ได้ล่ะ เธอจะมาเมื่อไหร่ เธอไม่ต้องบอกใคร แต่ว่าอาจจะจำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง เพราะว่ายังมีความจำอยู่ 3-40% ยังไม่ได้แบบศูนย์ ท่านยังเดินได้อยู่ แล้วเขาก็บอกว่าต้องขออนุญาตเขาอยู่ด้วย แต่ว่าในความรู้สึกของจอย การเป็นระดับเจ้าสัวภาพลักษณ์สำคัญ ตอนที่อยู่กับหนู หนูจะให้ท่านเป็นคนที่แต่งตัวดีๆ คือแบบใครเห็นก็ต้องเคารพ แต่การแต่งตัวท่านเปลี่ยนไปเหมือนใส่เสื้อยืดธรรมดา ใส่เสื้อกั๊กตัวนึง แล้วก็เดินเหมือนคนปกติทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในการดูแลของหนู หนูก็เลยมีความรู้สึกว่าวันนี้ที่หนูมาบอกทุกคนในเรื่องที่ปกปิดมา 30 ปี หนูก็ถือว่าหนูบอกในเรื่องส่วนตัวให้ทุกท่านฟังไปเพื่อที่จะแลกกับความสุขของสามีหนูกลับมา หนูก็เลยรู้สึกว่าอยากดูแลท่านให้ดีกว่า เพราะว่าเราสัญญากันตั้งแต่แรกแล้วว่าตอนที่เราอยู่ด้วยกันเขาดูแลเราดี แล้วเมื่อบั้นปลายเราก็ต้องดูแลเขาดีเหมือนกัน มันไม่ได้เกิดจากการที่หนูจากไปโดยธรรมชาติ มันเกิดจากการที่มีคนๆ นั้นกีดกันไม่ให้หนูเข้า หนูก็อยากจะอธิบายให้ญาติๆ เพื่อนๆ แล้วก็ท่านฟัง ก็เลยอยากจะกลับมาดูแลท่านเหมือนจะสัญญาที่เราสัญญากันว่าตลอดไป”

“ถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานแค่ไหนก็เป็นหลักเดือนค่ะ แต่หมายถึงว่า ท่านป่วยมาประมาณ 3-4 ปีให้หลังที่ทำให้เราติดต่อกันยากขึ้น ตอนนี้คือสิ่งที่คุณจอยต้องการ คือต้องการสิทธิในการดูแลคือ อยากดูแลเขา เพราะว่าหนูอยากให้เขาฟังเพลงที่ชอบ แต่งตัวที่เขาอยากทำ อยากไปเที่ยวไหน อยากได้นั่งรถที่เขาชอบ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาต้องนั่งให้ใครเอาไปเอามา มันไม่ใช่ มันต้องมีการพูดคุย เพราะว่าโรคเนี้ยมันเหมือนคุณพ่อหนู การพูดคุย การฟื้นฟู การได้ออกกำลังกาย ขาหรือมือ จะทำให้สุขภาพดีขึ้นหรือยาวนาน”

จอย เล่าต่อว่า “มันมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน การที่จอยจะได้สิ่งในการดูแลท่านจากหลานของท่านเอง จุดนี้ตอนนี้หนูตอบไม่ได้เลย เพียงแต่ว่าจอยอยากทำหน้าที่ในส่วนตรงนี้ แล้วสามารถทำยังไงได้บ้าง อะไรเนี้ยค่ะ ที่บอกมาคือคนที่มีปัญหาคือหลานคนเดียว ไม่ใช่ครอบครัวเพราะคนอื่นไม่มี น่ารักทุกคนค่ะ ทั้งพี่ ทั้งน้อง ทั้งญาติ ทั้งหลาน ทุกๆ คนดีหมดเลย ยกเว้นคุณคนนี้คนเดียว ตัวจอยเอง อยู่กันฉันสามีภรรยากันมาตลอดต่อเนื่องเลยค่ะ แต่เรื่องจดทะเบียนสมรส หนูไม่ได้จดทะเบียนสมรส เพราะจอยคิดว่าการที่หนูจะอยู่แบบนี้แล้ว ยังไงเขาไม่ได้มีภรรยาและลูก เราก็คือแฟนคือมันก็มีความรู้สึกว่าสบายใจ เราไม่ได้คิดว่าไปยึดที่กระดาษใบเดียว คือเขารู้เพราะทุกครั้งเขาเป็นคนถ่ายรูปให้เรา ไปเที่ยวเมืองนอกด้วยกัน เราไปทำกิจกรรมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของในครอบครัว งานแต่งงานในบ้านเขา เราก็อยู่ในสถานะภรรยาเขาในครอบครัวเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานตรุษจีน งานอะไรหนูก็ยังเป็นคนไปแจกเงินข้างๆ เจ้าสัว ทางตรงนั้นเขารู้หมดอยู่แล้ว อยู่บ้านหลังเดียวกัน ถ้ามาอยู่บ้านเรา เขามาอยู่ด้วย แต่พอเริ่มอัลไซเมอร์ใช่มั้ย เขาก็จะกลับไปอยู่ตรงนั้น ก็เหมือนกับว่าญาติเราก็ให้ไป เพราะว่าบางทีเราไม่อยู่ยังไงญาติดูแลดีกว่า ถ้าเราจ้างมา เราคิดแค่นี้” 

“ญาติคนอื่นๆ หนูว่าเขาไม่ได้ยุ่งตรงนี้ คือเหมือนกับว่าคนต่างอยู่ของใครของมัน เขาไม่เคยมองดูถูกหนู เขาไม่เคยที่จะรังเกียจ เพราะเราไปเที่ยวด้วยกัน เรานั่งทานข้าวด้วยกัน เราคือเข้าไปในตระกูลเขาแบบเป็นการเปิดเผย เปิดเผยในตระกูลเขาแล้วตระกูลเราว่าสถานะเราชัดเจนว่าเป็นแฟน แล้วเวลาวันเกิดของจอย จอยก็ไปที่โรงแรมเขาก็ไป วันเกิดของเขา เราก็ไปบ้านเขา เขามาบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นท่านในสังคมก็รู้จักหนูว่ามาบ้านนี้ ก็เป็นเพื่อนๆ ของเขา”

ผู้สื่อข่าว ถามต่อไปว่า ที่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพราะว่ามีเรื่องของทรัพย์สมบัติมาเกี่ยวข้อง ว่าการจัดทรัพย์สมบัติของท่าน เพราะว่าทางท่านเจ้าตัวมีสมบัติเยอะ อันนี้มันเกี่ยวกันไหม

จอย บียอนด์ เล่าต่อว่า “ตรงนี้จอยไม่สามารถตอบได้ว่าเหตุผลของเขาคืออะไร แต่ว่าหนูแค่อยากรู้ว่าหนูผิดอะไร แล้วทำไมหนูถึงไปหาท่านไม่ได้ แล้วท่านก็ยังรักหนูเหมือนเดิม คือหนูก็บอกว่าหนูขอเข้าไปหาเขาแล้วฟังจากปากเขาว่าเขาไม่ต้องการเราแล้วได้ไหม เขาบอกไม่ต้อง เขาอยากให้ท่านลืม เพราะว่าอัลไซเมอร์ ถ้าเราไม่มีการทบทวนบ่อยๆ มันก็จะลืม จอยไม่เข้าใจว่าเหตุผลคืออะไร จอยก็ไม่ได้ไปติดต่อญาติเขาเพราะปกติจะเจอกันในงานแต่ง งานเลี้ยง งานอะไรแบบเนี้ย แล้วก็แต่ละท่านก็ผู้ใหญ่กว่าจอย เพราะว่าท่านก็คือแฟนหนูอายุเยอะใช่มั้ย เขาก็เป็นพี่น้องก็อายุเยอะกว่าหนู แล้วเขาบอกว่าไม่ต้องไปยุ่งกัน เพราะส่วนใหญ่เนี่ยคนที่เขาทำธุรกิจก็บ้านใครบ้านมัน ส่วนที่ไม่ได้เจอท่านเจ้าสัวมาเท่าไหร่แล้วตอนนี้ ก็ 8-9 เดือนได้ จอยเชื่อว่ามันเริ่มมาก่อนหน้านี้ แต่เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ระวัง จอยคิดว่าประตูมันอาจจะเสีย มันก็มีการเปลี่ยนได้ หรืออาจจะไม่ว่าง เพราะเขาต้องพาท่านไปโรงงาน เดี๋ยวค่อยเจอ เพราะว่าจอยไม่คิดไง จอยคิดว่าเรา เราเป็นบุคคลที่เป็นญาติเขาไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าเรื่องราวมันจะหักมุมว่าตัดไปแล้ว คำตอบเป็นแบบนี้ เพราะปกติส่วนใหญ่ถ้าไม่ฝ่ายชายเลิก ฝ่ายหญิงก็เลิก แต่เหตุผลที่เขาพูดมามันก็ทำให้เราคาใจว่าเหตุผลแค่ลืม แต่หนูสงสารท่านอยากให้มีความสุขที่อยาก เขาทำงานมาขนาดนี้ ภาพในความรู้สึกหนูมันน่าจะมีพยาบาล มีรถแอมบูแลนซ์คอยรอถ้าเกิดอะไรขึ้น มันไม่ใช่การเกาะไหล่กันเดินแบบนี้ เพราะท่านก็ล้มมาหลายๆ ครั้ง เพราะว่าหนูจะเข้าไปห้องน้ำ ไม่ว่าท่านจะเข้าไปทำอะไร จอยก็เป็นคนเข้าไปในห้อง ไปทำความสะอาดหมดทุกอย่าง แล้วจอยเชื่อว่าเขาจะไปไหน เราจะมีเด็กคอยดูเขา แต่การที่เกาะกันแบบเนี้ย แล้วถ้าเขาหงายหลังเนี่ย ซึ่งในโรงแรมมันเป็นเหมือนหินอ่อน จอยคิดว่ามันน่าจะมีการป้องกันที่มันดีกว่าเนี้ย ถ้าสมมุติ accident เขาก็ล้มบ่อย มันก็เลยรู้สึกว่าการระมัดระวังยังยังไม่เหมือนที่จอยดูแล”

“เรื่องเราคิดว่าการดูแลในฐานะภรรยาก็ต้องดีกว่าคือจอยมั่นใจว่าอย่างงั้น เพราะว่ามันต้องดูแลในเรื่องของอาหารด้วย การออกกำลังกาย อาหารจะต้องคัดว่ามีน้ำตาลมั้ย มันมีไขมันเยอะมั้ย มันต้องระวังดูทุกอย่าง จอยตรวจทีไรมันก็อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เกิน 200 แต่บางครั้งเนี่ยที่กลับมา มันหลายร้อย มันคือเราปล่อยให้เขาทานเหมือนคนปกติไม่ได้ อาหารการกิน การออกกำลังกาย เรื่องจิตใจ สุขภาพจิต รูปลักษณ์ภายนอก ทุกอย่างจอยต้องมั่นใจว่าน่าจะดีกว่านี้ ถามว่าหลานคนนั้นเคยมีปัญหากันมาก่อนไหม ต้องบอกว่าไม่เคยมีเลย แล้วเราที่เจอกันครั้งแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนที่สร้างโรงงานด้วยกัน เขาก็บอกว่าเราเป็นเพื่อนกัน แต่จอยไม่รู้ว่าสาเหตุตรงเนี้ยคืออะไร แต่หนูก็ไม่อยากรู้ในใจว่าสาเหตุคืออะไร แต่รู้ว่าทำไมถึงเข้าไปดูแลต่อไม่ได้ หนูไม่ได้เป็นคนที่จะไปทำอะไร อย่างเช่นที่ทุกท่านถามว่าไม่จดทะเบียน ถ้าจอยเป็นคนที่อยากจะจดทะเบียน จอยบอกเขาตั้งแต่แรกแล้ว วันนี้จอยคิดว่าไม่ได้มากอบโกย จอยไม่ได้มาทำอะไร เราทำหน้าที่เรา เขาดูแลตรงนี้ จอยก็มีความสุขแล้ว จอยถามทุกท่านว่า 30 ปีนี่ถ้าเกิดอยากจะทำอะไรมันคงจะมหาศาลแล้ว แล้วท่านก็ชอบนิสัยหนูเป็นคนไม่ไปเว่อร์ เปิดเผยหรือทำอะไรกับใคร เราไม่รู้ว่าในส่วนนี้ทำไปแล้ว ญาติๆ เขา ตระกูลเขาชอบมั้ย เกิดเป็นเรื่องราว เขาให้เราอยู่แบบนี้ เราก็อยู่แบบนี้ แต่ว่ามันมีปัญหาในเรื่องความรักของเรา มันก็เลยทำให้ไม่เข้าใจ มันเกิดคำถาม แต่ใดๆ ก็แล้วแต่หนูอยากกลับไปดูแลท่านมีความสุขที่สุดในบั้นปลาย เท่าที่เราสัญญากันไว้ แค่นี้”