เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น” ได้ยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา กรณีการทุจริตและฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า พยานหลักฐานที่นำมายื่นในครั้งนี้มีจำนวนมากกว่า 90,000 หน้า ซึ่งประกอบด้วย เส้นทางการเงิน สลิปการโอนเงิน ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ข้อความแชตทางไลน์ และโพยลงคะแนน โดยเชื่อมโยงกันเป็นระบบทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ หลักฐานสำคัญคือสลิปการโอนเงินข้ามจังหวัดเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2567 ระหว่างเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง โดยพบเส้นเงินจาก จ.อำนาจเจริญ เชื่อมโยงกับ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นการโอนเงินจากคนสนิทของ “เจ๊รวย” คือ นางยานี สีฟ้า โอนต่อไปยังนายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรคภูมิใจไทย รวมถึงข้อมูลจาก สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ที่ได้นำรายละเอียดกระบวนการฮั้วไปแจ้งต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว และดีเอสไอได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพิกัดสัญญาณโทรศัพท์พบว่าตรงตามคำให้การทั้งหมด

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า การที่ประธาน กกต. พยายามระบุให้พิจารณาตัดจบเป็นรายบุคคลในแต่ละจังหวัด โดยไม่มองว่าเป็นเรื่องขบวนการ ถือเป็นการทำผิดหลักการ เพราะคดีฮั้วการเลือก สว.มีลักษณะเชื่อมโยงกันทุกจังหวัด ประธาน กกต. ซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยบอกว่าต้องพิสูจน์ให้สิ้นกระแสความไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อหวั่นเกรงว่าหลักฐานอาจไม่เพียงพอจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ กกต. นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 กกต.มีอำนาจพิจารณาเพียงชั้น “มีเหตุอันควรเชื่อว่าอาจมีการกระทำผิด” เท่านั้น กกต.ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือส่งต่อเรื่องไปยังศาลฎีกาซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตัดสินที่แท้จริง

“หากเทียบกับคดีสัญญาว่าจะให้ก่อนหน้านี้ที่มีหลักฐานเพียงเล็กน้อย ศาลยังเคยมีคำพิพากษาว่ามีความผิด แต่นี่เรามีหลักฐานเชิงประจักษ์มากกว่าถึง 50-60 เท่า ทั้งสลิปโอนเงินและข้อมูลการสื่อสาร หาก กกต. จะบอกว่าน้ำหนักไม่พอ ก็คงต้องตั้งคำถามถึงบรรทัดฐานการทำงาน เหมือนกรณีหุ้นไอทีวีของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่เคยถูกส่งศาลโดยที่ยังไม่ได้เรียกไปชี้แจงด้วยซ้ำ หากวันนี้ กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อแล้วไม่ยอมส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา กกต.ก็จะต้องเดินเข้าสู่ระบบเรือนจำพิเศษคลองเปรมหรือเรือนจำกลางบางขวางเท่านั้น” นายภัทรพงศ์ กล่าว