จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับหญิงสาวรายหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวถึงในโลกออนไลน์ว่าเป็น “เมียน้อยเจ้าสัวหมื่นล้าน” จนกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ ล่าสุด “เปิ้ล-ไอริณ ศรีแกล้ว” นักแสดงและนักร้อง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย เปิดเผยเรื่องราวและประสบการณ์ที่เจ้าตัวระบุว่าเคยพบเจอด้วยตัวเอง พร้อมเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว
โดย “เปิ้ล ไอริณ” ระบุว่า
เล่าเรื่องเวรกรรมให้ฟังค่ะ!
มีผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งภายหลังเราเพิ่งมาทราบว่าเธอมีความสัมพันธ์กับเจ้าสัวรายหนึ่ง แต่ตอนที่เราคบหากันนั้น เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน
เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับเธอ เริ่มต้นจากการที่เราทำบริษัทพีอาร์ และเธอติดต่อให้เรารับงานประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงาม มูลค่าประมาณ 200,000 บาท ทุกวันนี้เรายังเก็บสัญญาที่ทำร่วมกันเอาไว้
หลังจากเราทำงานเสร็จเรียบร้อย เธอเองยังชมว่า “งานดีกว่าที่คิด”
แน่นอนค่ะ เพราะเราใช้คอนเนกชันติดต่อดาราระดับแถวหน้าของเมืองไทยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ รวมถึงช่างภาพและเมกอัพอาร์ติสต์ฝีมือระดับประเทศ โดยสามารถต่อรองราคาให้ได้ในงบประมาณที่เหมาะสม ซึ่งหากเธอติดต่อเองก็อาจไม่ได้ราคานี้

แต่หลังจากงานเสร็จ เธอกลับจ่ายเงินให้เราเพียงบางส่วน โดยบอกว่า
“ตอนนี้พกเงินมาแค่นี้ เดี๋ยวให้ที่เหลือในวันพรุ่งนี้”
เราก็รอการโอนเงิน แต่สุดท้ายกลับเงียบหายไป
ตอนนั้นเราไม่ได้ทวงอะไรมาก เพราะคิดว่าเอาเถอะ อะไรจะเกิดก็เกิด จนกระทั่งผ่านไปประมาณ 3 วัน กลับมีบุคคลหนึ่งโทรศัพท์มาหาเราและพูดในลักษณะข่มขู่ว่า เงินที่ค้างอยู่จะไม่จ่าย และยังมีการเรียกเงินส่วนที่จ่ายให้เราไปแล้วกลับคืนอีกด้วย
จากนั้นเรื่องกลับบานปลาย เมื่อเราถูกแจ้งความในข้อหาฉ้อโกง และถูกเรียกไปพบตำรวจ
เมื่อไปถึง เรารู้สึกว่าไม่ได้รับโอกาสอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับข้อพิพาททางธุรกิจมากนัก ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สุดท้าย อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง
เราจึงตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมายกลับ และจากการดำเนินคดีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาให้คู่กรณีชดใช้ค่าเสียหายแก่เราเป็นจำนวนประมาณ 1 ล้านบาท
แต่เรื่องก็ยังไม่จบ เพราะเรายังคงต้องให้ทนายติดตามเรื่องการชำระเงินและการบังคับคดีต่อไป
ที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ เพราะการทำธุรกิจไม่ควรใช้เพียงความไว้ใจ แต่ต้องมีเอกสาร สัญญา และหลักฐานทุกอย่างให้ชัดเจน
นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์อีกหลายเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้หญิงคนนี้ไม่ควรเดินต่อไป
ครั้งหนึ่งหลังจากที่แม่เราเสียชีวิต แม่ได้ทิ้งเครื่องประดับไว้ให้เราหลายชิ้น เธอเป็นคนที่ชื่นชอบเครื่องเพชร จึงเคยขอให้เราเอาไปให้ดู
หลังจากนั้นเราเดินทางไปงานเปิดตัวสินค้าแห่งหนึ่งที่ RCA และเกิดเหตุรถถูกทุบกระจก ก่อนที่เครื่องประดับจำนวนหนึ่งจะถูกขโมยไป มูลค่ารวมหลายล้านบาท
คดีดังกล่าวเราได้แจ้งความไว้ และยังอยู่ในกระบวนการติดตามของเจ้าหน้าที่
ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยพบเจอ เราขอเก็บไว้เป็นบทเรียนมากกว่าจะนำมาเป็นเรื่องเอาคืน เพราะเราเชื่อว่า ทุกการกระทำย่อมมีผลตามมาในแบบของมัน
ที่ผ่านมาเรายังเคยเห็นพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่า เรากับเขามีวิถีชีวิตแตกต่างกันมาก
ครั้งหนึ่งเราเคยเดินทางไปเที่ยวทะเลด้วยกัน แต่ระหว่างทริปเธอชอบเที่ยวกลางคืน ขณะที่เราไม่ใช่คนที่ชอบแนวนี้ จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราคงไม่เหมาะที่จะเป็นเพื่อนกันต่อไป
หลังจากกลับมา เราจึงเลือกที่จะถอยออกมาและไม่ได้ติดต่อกันอีก
บางทีการที่คนสองคนมีวิธีคิดและการใช้ชีวิตแตกต่างกันมาก การเดินออกจากความสัมพันธ์นั้นอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หลังจากนั้นเราเองก็เคยรู้สึกว่า มีพฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนเป็นการกลั่นแกล้งหรือพยายามทำให้เราเสียหาย แต่เราเลือกที่จะไม่ตอบโต้ เพราะไม่อยากเสียเวลาและพลังชีวิตไปกับเรื่องเหล่านี้
สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้คือ
เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกเรื่อง
และไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทุกคน
บางเรื่องปล่อยให้เวลาเป็นคนพิสูจน์ดีที่สุด
เรื่องทั้งหมดที่เราเล่ามานี้ หากสิ่งที่เราเล่าเป็นความจริง ขอให้ชีวิตเราพบแต่ความสุข ความเจริญ และพบเจอกัลยาณมิตรที่ดี
เพราะเราเชื่อเสมอว่า
“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเป็นผลจากการกระทำของเราเอง”
ถ้าเคยทำสิ่งใดไว้กับใคร วันหนึ่งผลของการกระทำนั้นย่อมย้อนกลับมาหาเรา ไม่เร็วก็ช้า
ถ้าวันนี้รู้ตัวว่าเคยทำร้ายใครไว้ ก็ขอให้กล้ายอมรับ ขอโทษ และแก้ไขในสิ่งที่ทำได้
เพราะบางครั้งการขออโหสิกรรม อาจไม่ได้ทำให้เรื่องในอดีตหายไป แต่ช่วยให้เราไม่ต้องสร้างความผิดซ้ำขึ้นมาอีก
และหากวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ก็อย่าลืมถามตัวเองว่า
“เราเคยทำอะไรเอาไว้หรือเปล่า?”
ไม่ใช่เพื่อซ้ำเติมตัวเอง แต่เพื่อเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น
ส่วนคนที่กำลังเสพข่าวดราม่าในสังคมทุกวันนี้ อยากฝากไว้ว่า อย่าเพิ่งเชื่อทุกอย่างที่เห็นหรือได้ยิน

ข่าวที่มีกระแส ไม่ได้หมายความว่าเป็นความจริงทั้งหมด
คนที่ร้องไห้ในกล้อง ไม่ได้หมายความว่าเป็นฝ่ายถูกเสมอไป
คนที่ถูกสังคมตำหนิ ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นฝ่ายผิดเสมอไป
เราทุกคนจึงต้องใช้วิจารณญาณ กลั่นกรองข้อมูล และรอข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใคร
โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียสามารถสร้างทั้ง “ฮีโร่” และ “ผู้ร้าย” ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
อย่าให้กระแสพาเราไปจนลืมตั้งคำถามว่า
อะไรคือข้อเท็จจริง
อะไรคือความคิดเห็น
และอะไรคือเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้
ท้ายที่สุด ไม่ว่าเราจะมีเงินมากหรือน้อย มีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียง มีอำนาจมากแค่ไหน ทุกคนก็ล้วนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง
กฎหมายอาจมีข้อจำกัด และกระบวนการยุติธรรมอาจต้องใช้เวลา
แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ การกระทำของเราย่อมทิ้งผลบางอย่างไว้เสมอ
ดังนั้น ก่อนจะทำอะไรกับใคร ลองคิดให้ดีว่า
ถ้าวันหนึ่งสิ่งที่เราทำย้อนกลับมาหาเรา เราจะรับมันไหวหรือไม่
เพราะสุดท้ายแล้ว…
กรรมอาจมาช้า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มา
#ฝากไว้ให้คิด
#ให้มันจบในรุ่นเรา
#กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ
#ทีมเมียหลวง




