สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ว่า พล.จ.โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน กล่าวถึงการที่สหรัฐเตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ต่ออิหร่าน ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และนายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลัง กล่าวว่า “จะรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์” ว่า หากสงครามเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป อิหร่านจะไม่ปล่อยให้มีการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือพื้นที่แห่งใดก็ตามในอ่าวเปอร์เซีย


ขณะเดียวกัน พล.จ.เรซาอี ย้ำเตือนว่า อิหร่านจะถือว่าประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมหรือสนับสนุนสงครามเศรษฐกิจของสหรัฐ เป็นการกระทำที่เท่ากับประกาศสงครามต่ออิหร่านเช่นกัน


ทั้งนี้ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลังสหรัฐ เรียกร้องให้จีนร่วมมือกับรัฐบาลวอชิงตัน ในการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน โดยชี้ว่าจีนนำเข้าน้ำมันราวครึ่งหนึ่งจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย


อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันออกแถลงการณ์ ว่าการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันไม่ช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมเรียกร้องให้ใช้แนวทางการทูต


ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจอิหร่านเผชิญกับแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศอยู่แล้ว ก่อนสงครามเปิดฉากเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา


อิหร่านเข้าสู่สงครามในภาวะเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนแอ เผชิญภาวะขาดแคลนพลังงาน มาตรการคว่ำบาตร และปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังต้องรับมือกับโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย การค้าหยุดชะงัก กำลังการผลิตที่สูญเสียไป และต้นทุนมหาศาลในการฟื้นฟูประเทศ.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS