เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 24 ส.ค. 2569 ที่วัดตราชูวนาราม ถนนมิตรภาพ เขตเทศบาลนครขอนแก่น พระครูอดุลสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดตราชูวนาราม เปิดเผยถึงกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ว่า พื้นที่ตั้งวัดป่าอดุลยารามในปัจจุบัน เดิมเป็นพื้นที่ว่างที่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงใช้ทำมาหากิน รวมถึงเก็บเห็ดและหน่อโจด ก่อนจะกลายเป็นป่าช้าสำหรับฝังและเผาศพของชาวบ้าน ภายหลังเกิดสถานการณ์โรคเรื้อนระบาด โดยคาดว่าเริ่มใช้เป็นป่าช้าประมาณ พ.ศ. 2506-2507 หรืออาจก่อนหน้านั้น
พระครูอดุลสีลาภรณ์ กล่าวว่า ดังนั้น พื้นที่ดังกล่าวเดิมจึงไม่ได้เป็นที่ดินของพ่อเฮียง พิมพ์ศรี ต่อมาในช่วงก่อน พ.ศ. 2507 เคยมีหลวงพ่อเต้ มาพำนักอยู่ กระทั่ง พ.ศ. 2507 พระครูอดุลสารนิเทศ พุทธกันตสาโร เดินทางมาอยู่ในพื้นที่ และจัดตั้งวัดสาขาขึ้น 2 แห่ง ได้แก่ วัดป่าอดุลยารามในปัจจุบัน และอีกแห่งหนึ่งบริเวณใกล้ ร.8 บ้านโนนม่วง หมู่ 19 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ชื่อวัดอดุลแก้วมอดี
จากนั้นมีการส่งหลวงพ่ออ่อน ชาครธัมโม มาพำนักเป็นพระรูปแรกในปี พ.ศ. 2518 โดยยุคของหลวงพ่ออ่อน ถือเป็นช่วงของการดูแลรักษาพื้นที่ป่า ต่อมาหลวงพ่ออ่อนมรณภาพที่โรงพยาบาล ไม่ได้มรณภาพภายในวัด
“หลวงพ่อสิม ซึ่งเป็นคนในพื้นที่และมีฝีมือด้านงานช่าง ได้เข้ามาพัฒนาวัด โดยใช้ฝีมือของตนเองก่อสร้างเมรุ ศาลาพักศพ และหอระฆัง จึงถือว่ายุคของหลวงพ่อสิมเป็นช่วงสำคัญของการก่อสร้างเสนาสนะและพัฒนาพื้นที่วัด เมื่อหลวงพ่อสิมย้ายไปอยู่ที่อื่น พระมหานิล ซึ่งขณะนั้นเป็นรองเจ้าอาวาส ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลพื้นที่ในช่วงประมาณ พ.ศ. 2528-2529”

พระครูอดุลสีลาภรณ์ กล่าวว่า ต่อมามีความประสงค์จะยกสถานะที่พักสงฆ์แห่งนี้ ให้เป็นวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงเชิญพ่อเฮียง พิมพ์ศรี อดีตผู้ใหญ่บ้านและผู้มีบารมีในชุมชน พร้อมด้วยพ่อเคน ดอนอีสวน ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า “ทะแนะ” และเป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย มาหารือที่กุฏิเจ้าอาวาสวัดตราชูวนาราม ช่วงเวลาประมาณ 17.00-18.00 น. โดยตนเองอยู่ร่วมในการหารือครั้งนั้นด้วย
พระครูอดุลสีลาภรณ์ กล่าวต่อว่า ในการหารือมีการมอบหมายให้พ่อเฮียงและพ่อเคนไปดำเนินการที่สำนักงานที่ดิน เพื่อขอออกโฉนดและนำมาใช้เป็นเอกสารประกอบคำขออนุญาตสร้างวัด โดยมีวัตถุประสงค์เพียงประการเดียว คือการขอสร้างวัด ไม่ใช่ออกโฉนดเพื่อเป็นมรดกส่วนตัวของพ่อเฮียง โดยคาดว่าการออกโฉนดอยู่ในช่วง พ.ศ. 2533-2534
หลังจากนั้น พระมหานิลได้ประสานพระครูสิริธัมมนิเทศ เจ้าคณะตำบลในเมือง เขต 1 ในขณะนั้น เพื่อดำเนินเรื่องตามลำดับขั้น ตั้งแต่เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด ฝ่ายปกครองระดับอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัด ก่อนนำเรื่องไปให้เจ้าคณะภาค 9 ลงนาม และส่งต่อไปยังกรมการศาสนา ซึ่งขณะนั้นเป็นหน่วยงานที่ให้ความอุปถัมภ์และดูแลวัด
กระทั่งมีประกาศอนุญาตสร้างวัดในช่วงประมาณ พ.ศ. 2533 และเมื่อมีสิ่งปลูกสร้างตามเงื่อนไขแล้ว จึงดำเนินการขอตั้งวัด กระทั่งได้รับประกาศตั้งเป็นวัดใน พ.ศ. 2541 โดยวัดป่าอดุลยารามเป็นวัดสาขาที่พระครูอดุลสารนิเทศ พุทธกันตสาโร เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้ง
พระครูอดุลสีลาภรณ์ กล่าวว่า ชื่อ “อดุล” มาจากราชทินนาม “พระครูอดุลสารนิเทศ” และต่อมาได้นำราชทินนามดังกล่าวมาตั้งให้แก่เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามองค์ปัจจุบัน เมื่อมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงถือว่าวัดป่าอดุลยารามเป็นวัดที่ถูกต้องและสมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่มีประเด็นให้สงสัยว่าเป็นวัดหรือไม่ หรือเป็นวัดที่ไม่สมบูรณ์

พระครูอดุลสีลาภรณ์ กล่าวอีกว่า “พ่อเฮียงและแม่นางเป็นคนวัดคนวา และช่วยอุปถัมภ์ทั้งวัดป่าอดุลยารามและวัดตราชูวนารามมาโดยตลอด ในอดีตพ่อเฮียงเคยหาบสิ่งของมาถวายวัด ต่อมาลูกสาว ได้แก่ แม่เฮียงและแม่บัวเรียน ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ก็เคยหาบสิ่งของมาถวายวัดเป็นประจำ”
“ด้วยเหตุนี้ การกล่าวว่าต้องการได้ที่ดินคืนจึงไม่สอดคล้องกับเจตนาเดิม เนื่องจากครอบครัวพ่อเฮียงทราบดีว่า การออกโฉนดมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบคำขอสร้างวัด ไม่ใช่เพื่อเก็บไว้เป็นมรดกของตนเอง ส่วนจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทคาดว่าเกี่ยวข้องกับพื้นที่ประมาณ 5-6 ไร่ ซึ่งลูกหลานบางคนอาจต้องการ ก่อนขยายไปสู่การฟ้องร้องเกี่ยวกับพื้นที่ทั้งหมด”
พระครูอดุลสีลาภรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอฝากถึงลูกหลานและทายาทของพ่อเฮียงและแม่นาง ให้ยุติข้อพิพาท พร้อมกลับไปขอขมา หรือแสดงเจตนาว่าจะไม่ติดใจเอาความ และร่วมอนุโมทนากับการที่พ่อเฮียงและแม่นางมอบที่ดินให้วัดอย่างถูกต้อง เพื่อให้เรื่องยุติลงด้วยดี ไม่ต้องมีคดีความและไม่มีบาปติดตัวไป
“ผู้ที่มีอายุประมาณ 80 ปี แม้สมมุติว่าเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปี ก็ควรพิจารณาว่าจะนำเงินมูลค่า 30-40 ล้านบาทไปทำอะไร หากนำไปให้ลูกหลานรุ่นหลังแย่งชิงกัน อาจก่อให้เกิดบาปต่อเนื่อง จึงอยากให้ทายาทกล่าวเพียงว่าจะไม่ติดใจเอาความ และขออนุโมทนากับพ่อแม่ที่มอบที่ดินให้วัดด้วยความจริงใจ”
พระครูอดุลสีลาภรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากทำได้ เชื่อว่าจะมีเสียงสาธุการดังไปทั่วประเทศ พร้อมฝากถึงแม่บัวเรียน ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดี ขอให้พาญาติพี่น้องไปยังวัดป่าอดุลยาราม เพื่อกล่าวขอขมาและร่วมอนุโมทนาให้แก่พ่อแม่ ขอให้ผู้ล่วงลับได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ และทำให้ข้อพิพาทยุติลงอย่างสงบในบั้นปลายชีวิต



