เมื่อวันที่ 25 ส.ค. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรืออควาเรียม ของวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย.นี้ ตนจะเสนอแนวทางการปรับโฉมอควาเรียมสงขลาให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยโครงการดังกล่าวเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2538 และผ่านมาแล้วประมาณ 30 ปี แต่ยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ จึงถือเป็นมหากาพย์เรื่องหนึ่งที่ยืดเยื้อมานาน เมื่อเข้ามารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ตนเห็นว่าเรื่องนี้ควรมีข้อยุติและควรเดินหน้าอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเตรียมเสนอ ครม.ให้พิจารณาแนวทางตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายอาชีวศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา และจังหวัดสงขลา เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าจะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร
“เรื่องนี้เป็นมหากาพย์มานานถึง 30 ปี ผมเห็นว่าควรจะจบแล้ว และควรเดินหน้าทำอะไรสักอย่าง เพื่อไม่ให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นอนุสรณ์ที่ถูกทิ้งร้างไว้ แต่ต้องช่วยกันคิดว่าจะทำให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ จ.สงขลา เป็นศูนย์ความรู้ หรือสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงสามารถดึงดูดนักลงทุนเข้ามาได้ เพราะทำเลมีศักยภาพมาก ดังนั้นในการลงพื้นที่ จ.สงขลา ช่วงการประชุม ครม.สัญจร จะเดินทางไปดูพื้นที่อควาเรียมด้วย เนื่องจากเทคโนโลยีและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2538 ปัจจุบันไม่สามารถนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จึงจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสถานการณ์ในปัจจุบัน” รมว.ศธ.กล่าว
นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า แนวคิดในการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวอาจต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านการศึกษา การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับสถานศึกษาในสังกัด ศธ. หากในอนาคตสามารถเปิดให้บริการหรือมีรายได้จากการเข้าชม อาจพิจารณาแนวทางให้โรงเรียนหรือนักเรียนในสังกัด ศธ.ได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ค่าเข้าชมในอัตราพิเศษ หรืออาจเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับรูปแบบการบริหารจัดการที่จะมีการหารือกัน ซึ่งการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจังหวัดสงขลา ซึ่งหากมีความพร้อมควรให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทหลัก ส่วนกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันสนับสนุนและหารือแนวทางที่เหมาะสมต่อไป



