เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานนัดแรกคดีหมายเลขดำที่ คมจ.1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กับ 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล

ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาได้มีการนัดตรวจหลักฐานไปเมื่อวันที่ 4 ส.ค. โดยในวันนี้จะเป็นการไต่สวนพยานผู้ร้องนัดแรกจากทั้งหมด 4 นัดมีพยานทั้งหมดที่ต้องเข้าไต่สวนจำนวน 9 ปาก ส่วนพยานผู้คัดค้านจำนวน 60 ปาก กำหนดเริ่มไต่สวนพยานนัดแรกวันที่ 3 พ.ย. 2569

โดยศาลกำชับให้คู่ความทำบัญชีตารางพยานเพื่อให้ไต่สวนแต่ละนัดและกำหนดประเด็นให้ศาลทราบพร้อมแนวคำถามมาก่อนเพื่อให้ศาลพิจารณาอนุญาตว่าจะให้ถามคำถามดังกล่าวหรือไม่

การไต่สวนพยานผู้ร้องในวันนี้เป็นนายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช. เบิกความเป็นพยานปากแรก

โดยนายยุทธภูมิ เบิกความว่า เป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเข้ามา จากการสอบอดีต สส.ของพรรคก้าวไกล 9 คนที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ ว่า หลังจากที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่และเปลี่ยนเป็นพรรคก้าวไกล มีกลุ่มเยาวชนออกมาเรียกร้องการแก้ไขมาตรา 112 ก่อนมาบางส่วนเริ่มถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จนทางพรรคก้าวไกลมีการประชุมว่าจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องมาตรา 112 แต่พยานไม่ทราบว่าทั้ง 44 คนที่เป็นผู้คัดค้านอยู่ในการประชุมครบทุกคนหรือไม่ แต่เมื่อมีการเสนอแก้ไขกฎหมายไปยังสภา ซึ่งก็มีหนังสือตีกลับว่าร่างแก้ไขมาตรา 112 อาจจะผิดรัฐธรรมนูญ แต่ทางพรรคก้าวไกลก็ส่งหนังสือรอบที่ 2 ยืนยันว่าการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ขัดมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ โดยในการลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 มี สส.ทั้งหมด 53 ราย ลงชื่อ 44 ไม่ได้ลงชื่อ 9 ราย

นายยุทธภูมิ เบิกความอีกว่า ที่ผ่านมามาตรา 112 เคยมีการแก้ไขแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2519 เพื่อคุ้มครองสถาบันฯ ให้มั่นคงสอดคล้องกับสภาวะขณะนั้น โดยการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงได้มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล

นายยุทธภูมิ ได้ตอบคำถามผู้คัดค้านถึงการไต่สวนพยานในชั้น ป.ป.ช. ว่า พยานที่ไต่สวนไม่พบว่ามีการขัดแย้งกับผู้คัดค้านทั้ง 44 ราย แต่ก็ไม่ได้ถามเรื่องนี้กับผู้คัดค้าน เป็นการไต่สวนเพื่อให้ทราบเจตนา ซึ่งพฤติการณ์การกระทำผิดเป็นการลงชื่อ จึงสอบ สส.ที่ไม่ได้ลงชื่อ และการที่พยานไม่เลือกสอบนักวิชาการเพราะเป็นเพียงพยานความเห็นที่สามารถขัดแย้งกันได้ไม่จบสิ้น

นายยุทธภูมิ เบิกความอีกว่า ขั้นตอนเสนอร่างกฎหมายถือว่าเป็นเอกเทศจากขั้นตอนการตรวจสอบของสภา ซึ่งคดีนี้สาระสำคัญคือหลักการและเหตุผลในการเสนอกฎหมาย ตอนนั้นยังไม่มีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หลักในการแจ้งข้อหาเรื่องนี้มองว่าองค์ประกอบคือประชาธิปไตยส่วนหนึ่ง และพระมหากษัตริย์ส่วนหนึ่ง การเสนอให้แยกมาตรา 112 ออกจากหมวดความมั่นคงและระบุให้หากมีการวิจารณ์โดยสุจริตสามารถทำได้ มองว่าเปิดโอกาสให้เกิดการไม่บังควรเพราะกว่าที่ศาลจะตัดสินก็ส่งผลให้มีการกระทบกระเทือนเสาหลักของชาติ ที่ผ่านมาในอดีตไม่เคยมีการแก้ไขมาตรา 112 ในเรื่องการยกเว้นโทษ พร้อมยอมรับว่าผู้คัดค้านทั้ง 44 รายมีการศึกษาร่างกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันต่างประเทศหลายประเทศ และอ้างอิงข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งทราบว่าการจัดตั้งขึ้นมานั้นเกิดหลังจากที่มีความขัดแย้งทางสังคมอยู่ และยอมรับอีกว่าช่วงนั้นมีการกลั่นแกล้งใช้มาตรา 112 ในการดำเนินคดีจน คอป.ต้องเสนอแก้มาตรา 112 ซึ่งทราบจากรายงานมา แต่มองว่าบริบทตอนนั้นและตอนนี้คนละอย่างกัน ตอนผู้คัดค้านเสนอแก้อ้างเหตุการชุมนุมของเยาวชนและเรื่องในอดีตที่ผ่านมา บริบทในตอนนี้จึงต่างกัน ส่วนเรื่องคำร้องการไต่สวนในคดีนี้ที่เกี่ยวกับมีกลุ่มผู้คัดค้านร่วมชุมนุมและยื่นประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 ได้ข้อมูลมาจากคำวินิจฉัยยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยอมรับว่าไม่ทราบในรายละเอียดของแต่ละเคส เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ส่งข้อมูลให้

นายยุทธภูมิ ได้ตอบคำถามซักค้านของผู้คัดค้านเกี่ยวกับเรื่องเคยมีการแก้ไขมาตราเกี่ยวกับสถาบันในเรื่องการยกเว้นโทษและยกเว้นความผิดว่ามาตรา 104 ในสมัยปี 2478 ต่างจาก 112 ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องการดูหมิ่น แต่ไม่มีเรื่องการอาฆาตมาดร้าย มองว่าการแก้ไขกฎหมายสภาทำได้แต่ต้องเป็นกฎหมายทั่วไป ที่ผ่านมายอมรับว่าไม่เคยมีบทบัญญัติใดที่บัญญัติว่าการเสนอกฎหมายจะมีความผิด และยังตอบคำถามผู้คัดค้านที่ 3 ยอมรับว่าไม่มีการหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาที่เป็นคุณกับผู้คัดค้านไปพิจารณาทำความเห็นส่งศาลฎีกา ทั้งที่กฎหมาย ป.ป.ช.ระบุไว้ว่าจะต้องไต่สวนพยานหลักฐานในทางที่เป็นคุณและทั้งที่เป็นโทษ ก่อนระบุต่อว่าได้ทราบว่าการยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายของพรรคก้าวไกลครั้งนี้มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยผู้คัดค้านที่ 3 มีความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการเสนอแก้ไขมาตรา 112 แต่ที่ลงชื่อเนื่องจากเป็นมติพรรค และมองว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นกระบวนการตามปกติของสภา และยอมรับว่าไม่มีหลักฐานเรื่องที่ผู้คัดค้านไปยื่นประกันตัว แต่มองเกี่ยวกับพฤติการณ์ลงชื่อเสนอแก้กฎหมายเป็นหลัก ชั้นแจ้งข้อกล่าวหาพยานแจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้คัดค้านทั้ง 44 รายมีการสนับสนุนการกระทำความผิด แต่ขณะที่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา มีการเพิ่มถ้อยคำเป็นมีการสนับสนุนและเห็นด้วยในการยกเลิกมาตรา 112 และตามเอกสารไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านไม่ได้เสนอเป็นนโยบายพรรคต่อ กกต. จากการไต่สวน สส. 9 ราย ที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อทราบว่าจะถูกกดดัน กีดกันไม่ให้ดำรงตำแหน่งภายในพรรค ตำแหน่งกรรมาธิการ ไม่ให้ลงสมัคร สส.ในสมัยถัดไป และจำกัดการเข้าถึงกลุ่มไลน์ของพรรค

โดยผู้ร้องยื่นขอแก้ไขคำร้องเพราะมีการพิมพ์ข้อความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ผู้คัดค้านไม่ค้าน ก่อนศาลนัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดถัดไปวันที่ 22 ก.ย. 2569 เวลา 09.30 น.

ภายหลังจากไต่สวนเสร็จสิ้น นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้านให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มีการไต่สวนพยานไป 1 ปาก โดยเป็นภาพรวมของกระบวนการว่าทาง ป.ป.ช.ไต่สวนแล้วได้ความว่าอย่างไร ก่อนยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาคดีนี้ โดยมีเรื่องการรวบรวมหลักฐานของ ป.ป.ช. ที่ทางกลุ่มผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งของการรวบรวมพยานหลักฐาน และกระบวนการการไต่สวนที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ

นายนิธิ กล่าวอีกว่า ส่วนการไต่สวนพยานผู้ร้องนัดหน้าคาดว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.อีกคนหนึ่งที่ร่วมในการไต่สวนคดีนี้เช่นเดียวกับนายยุทธภูมิ

เมื่อถามว่าการไต่สวนในวันนี้เห็นอะไรชัดขึ้นหรือไม่ นายนิธิ กล่าวว่า หลังจากการไต่สวนก็มีข้อโต้แย้งจากผู้คัดค้านว่ากระบวนการไต่สวนอาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายและอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน การรับฟังพยานหลักฐานเฉพาะในส่วนที่จะเอาผิด และการสรุปสำนวน

เมื่อถามว่าการที่ 44 สส.มีพฤติกรรมแตกต่างกันไปแต่สำนวนถูกรวมกันในส่วนนี้เป็นข้อต่อสู้หรือไม่ นายนิธิ กล่าวว่า ตนยังไม่ขอยืนยันชัดเจนในประเด็นนี้ แต่ทางเรายืนยันหลักการว่าข้อกล่าวหาทางจริยธรรมจะต้องพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายบุคคลไม่สามารถเหมารวมการกระทำของผู้คัดค้านอีกคนมารวมกับอีกคนได้