“หัวใจโต” อาจไม่ใช่เพียงความผิดปกติของขนาดหัวใจ แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคหัวใจหรือภาวะสุขภาพบางอย่างที่ควรได้รับการตรวจประเมิน แม้ว่าระยะแรกอาจไม่มีอาการชัดเจนก็ตาม การทำความเข้าใจภาวะหัวใจโตตั้งแต่สาเหตุ อาการ การตรวจวินิจฉัย ไปจนถึงแนวทางการรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รู้เท่าทันความผิดปกติและรับมือได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่อาการจะรุนแรงขึ้น


หัวใจโตคืออะไร?

ภาวะหัวใจโต หรือ Cardiomegaly คือภาวะที่หัวใจมีขนาดใหญ่กว่าปกติ โดยทางการแพทย์แบ่งลักษณะของหัวใจโตเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

  • กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวกว่าปกติ (Hypertrophy) : เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักและบีบตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจมีขนาดหนาขึ้น
  • ห้องหัวใจขยายใหญ่ขึ้น (Dilatation) : เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงหรือเสียหาย ทำให้ประสิทธิภาพในการบีบตัวลดลงและมีเลือดคั่งค้างในห้องหัวใจ ส่งผลให้ห้องหัวใจขยายออกคล้ายลูกโป่ง


หัวใจโตเกิดจากสาเหตุอะไร?

สาเหตุของภาวะหัวใจโตคืออะไร

สาเหตุของโรคหัวใจโตมักเกี่ยวข้องกับโรคหรือภาวะที่ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเป็นเวลานาน โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  • ความดันโลหิตสูง (Hypertension) : เมื่อหัวใจต้องสูบฉีดเลือดต้านแรงดันที่สูงเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อหัวใจอาจหนาขึ้น และทำให้หัวใจมีขนาดใหญ่ขึ้นตามมา ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยของภาวะหัวใจโต
  • โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ (Heart Valve Disease) : เช่น ลิ้นหัวใจรั่วหรือลิ้นหัวใจตีบ ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักกว่าปกติหากไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลให้ห้องหัวใจขยายตัวและเกิดภาวะหัวใจโตได้
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ (Cardiomyopathy) : เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจอาจส่งผลต่อการบีบตัวและการสูบฉีดเลือด ทำให้ห้องหัวใจขยายหรือกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจโต
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease) : เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ ส่งผลต่อการบีบตัวของหัวใจ หากเป็นต่อเนื่องหรือเกิดความเสียหายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ อาจทำให้ห้องหัวใจขยายและเกิดภาวะหัวใจโตได้
  • โรคหรือภาวะอื่น ๆ : เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะโลหิตจางรุนแรง หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ซึ่งล้วนทำให้หัวใจต้องทำงานมากกว่าปกติเป็นเวลานาน จึงอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจโตได้


หัวใจโตอาการเป็นอย่างไร?

หัวใจโต ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนสังเกตได้ยาก แต่เมื่อภาวะหัวใจโตเริ่มส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ อาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้นได้ โดยอาการหัวใจโตที่พบ ได้แก่

  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ ขณะออกแรงหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ
  • อ่อนเพลีย
  • เวียนศีรษะ
  • ไอเรื้อรัง
  • ใจสั่น
  • หายใจลำบาก
  • ขาบวม เท้าบวม
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • แน่นหน้าอกเวลานอนราบ


หัวใจโตตรวจวินิจฉัยอย่างไร?

การตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจโต (Cardiomegaly) แพทย์จะพิจารณาจากอาการ ประวัติสุขภาพ และผลการตรวจที่เกี่ยวข้อง โดยแพทย์อาจพิจารณาการตรวจดังนี้

  • เอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) : เพื่อตรวจประเมินขนาดและรูปร่างของหัวใจ รวมถึงความผิดปกติของปอดและโครงสร้างทรวงอก
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) : เป็นการประเมินโครงสร้างของห้องหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ และประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจ
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) : เพื่อตรวจสอบจังหวะการเต้นของหัวใจและความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ
  • การตรวจเลือด (Blood Tests) : เพื่อตรวจหาโรคหรือภาวะแฝงที่ส่งผลต่อหัวใจ เช่น ภาวะโลหิตจาง โรคไทรอยด์ รวมถึงการตรวจวัดระดับสารบ่งชี้ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) : เพื่อตรวจดูความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ
  • การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) : เพื่อตรวจประเมินขนาดและโครงสร้างหัวใจ รวมถึงหลอดเลือดหัวใจอย่างละเอียด


หัวใจโตรักษาแบบไหนได้บ้าง?

วิธีรักษาภาวะหัวใจโตจะพิจารณาตามสาเหตุและความรุนแรงของโรคเป็นหลัก เพื่อควบคุมอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วสามารถแบ่งวิธีรักษาอาการหัวใจโตได้ดังนี้

  • การใช้ยา : เพื่อรักษาสาเหตุและควบคุมอาการหัวใจโต เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ หรือยาควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต : เช่น การลดการบริโภคอาหารเค็ม การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์ การงดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • การใช้อุปกรณ์ควบคุมจังหวะหัวใจ : ในผู้ป่วยหัวใจโตบางราย แพทย์อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดฝังในร่างกาย (ICD) เพื่อช่วยควบคุมและเฝ้าระวังจังหวะการเต้นของหัวใจ
  • การผ่าตัดลิ้นหัวใจ : หากภาวะหัวใจโตมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจ อาจจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ
  • การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ : ในกรณีที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ


หัวใจโต ภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เข้าใจสาเหตุ รู้ทันอาการ วางแผนรักษาได้ตรงจุด

หัวใจโตอาจเกิดจากหลายสาเหตุ และในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน หากมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ใจสั่น หรือขาบวม ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุโดยเร็ว เพราะการพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด

โรงพยาบาลวิภาวดี มีศูนย์หัวใจและหลอดเลือด พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพหัวใจโดยแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ และมีการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจ CT Scan หรือการตรวจ Echo เพื่อช่วยประเมินความผิดปกติของหัวใจและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม เพราะเรื่องหัวใจ ยิ่งตรวจพบความผิดปกติเร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสในการดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่