ปฏิบัติการก่อเหตุป่วนเมืองพร้อมกัน 51 จุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้ง จ.ยะลา จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา กลายเป็นสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ครั้งนี้พฤติการณ์การลอบเผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ ตัดกล้องวงจรปิด (CCTV) เผารถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และลอบวางระเบิดร้านสะดวกซื้อ สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุยังคงมีศักยภาพในการปฏิบัติการสูง แม้กระทรวงและหน่วยงานรัฐจะจัดสรรทรัพยากรลงสู่พื้นที่อย่างมหาศาลตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา
-กอ.รมน.ภาค 4 สน. สรุปเหตุโจรใต้ปูพรมป่วน 3 จังหวัด รวม 51 เหตุการณ์
เมื่อย้อนดูข้อมูลจากคลังสารสนเทศรัฐสภา ตัวเลขการจัดสรรงบประมาณแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 ถึง 2569 รวมระยะเวลา 23 ปีงบประมาณ มีมูลค่าสูงถึง 340,706.76 ล้านบาท และหากนับรวมงบอุดหนุนพัฒนาบูรณาการอื่นอาจสูงแตะระดับ 5 แสนล้านบาท โดยสามารถแบ่งโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณออกเป็น 3 ช่วงแผนงานหลัก

ช่วงแรกคือ แผนแก้ไขปัญหาความไม่สงบ (พ.ศ. 2547-2552) ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของการอัดฉีดงบประมาณรวม 102,750.60 ล้านบาท โดยเริ่มต้นในปี 2547 ที่จำนวน 13,451.00 ล้านบาท ก่อนจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นจนถึงปี 2552 ที่ระดับ 20,991.60 ล้านบาท
ช่วงที่สองคือ แผนแก้ไขปัญหาและพัฒนา (พ.ศ. 2553-2559) ซึ่งถือเป็นช่วงที่มีการทุ่มงบประมาณสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งสิ้น 153,254.20 ล้านบาท โดยมีจุดพีคสูงสุดในปี 2559 ด้วยยอดงบประมาณสูงถึง 30,512.80 ล้านบาท
ช่วงที่สามคือ แผนบูรณาการขับเคลื่อนฯ (พ.ศ. 2560-2569) ซึ่งรัฐบาลได้ปรับลดงบประมาณลงอย่างต่อเนื่อง รวม 84,701.96 ล้านบาท โดยในปี 2563 ลดลงเหลือ 10,641.91 ล้านบาท และในปี 2569 ปรับลดลงเหลือเพียง 1,473.43 ล้านบาท ตามกรอบยุทธศาสตร์การปรับรูปแบบการทำงาน
แม้ทิศทางตัวเลขงบประมาณจะลดลงตามกรอบยุทธศาสตร์ แต่การเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงดาวกระจายอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นคำถามสำคัญของสังคมต่อประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันต่อสถานการณ์จริงในพื้นที่ กับความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่ยังคงสวนทางกับงบประมาณที่สูญเสียไป..



