เมื่อวันที่ 26 ส.ค. นายเกรียงศักดิ์ สุวรรณศรี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมนำเอกสารสำนวนคดีแตงโมจำนวนหลายแฟ้ม มอบให้ ป.ป.ช. พิจารณาตามอำนาจหน้าที่

นายเกรียงศักดิ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนวนคดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาของ ป.ป.ช. แล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดหรือเนื้อหาในสำนวนได้ เนื่องจากมีกฎหมายกำหนดไว้ และการเปิดเผยข้อมูลอาจมีความผิดทางอาญา

สำหรับเอกสารและสำนวนที่นำส่งในวันนี้มีจำนวนค่อนข้างมาก โดยจากนี้จะเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาตามขั้นตอน หาก ป.ป.ช. มีการเรียกให้เข้าไปให้ถ้อยคำหรือขอเอกสารเพิ่มเติม DSI ก็พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ขณะที่ อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เดินทางมาพร้อมกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ และนางภนิดา ศิระยุทธโยธิน มารดาของแตงโม ในครั้งนี้ด้วย

อาจารย์ปานเทพ กล่าวว่า คดีของแตงโมเริ่มต้นจากนายอัจฉริยะและมารดาของแตงโมเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ DSI จากนั้น DSI ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนขึ้นมา สะท้อนให้เห็นว่า DSI มีเจตนารับเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น เมื่อมีการตั้งคณะทำงานแล้ว ก็ต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเข้าสู่สำนวน เพื่อพิจารณาว่าการร้องทุกข์กล่าวโทษเกี่ยวข้องกับบุคคลใดบ้าง

อาจารย์ปานเทพ กล่าวว่า เมื่อพบเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 โดย ป.ป.ช. จะเป็นผู้พิจารณาว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องและมีความผิดหรือไม่

“ชัดเจนว่าไม่ใช่การยุติคดีตามที่มีคนพยายามปล่อยข่าวก่อนหน้านี้” อาจารย์ปานเทพ กล่าว

พร้อมระบุว่า เอกสารที่ DSI นำส่ง ป.ป.ช. ในวันนี้มีทั้งหมด 54 แฟ้ม รวมเอกสารนับหมื่นแผ่น ซึ่งถือเป็นเอกสารจำนวนมาก และไม่ใช่ลักษณะของการนำสำนวนมายุติคดี โดยขั้นตอนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากอธิบดี DSI ในการส่งเรื่องต่อมายัง ป.ป.ช. สะท้อนว่ามีประเด็นเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนและพิจารณาตามกฎหมาย

อาจารย์ปานเทพ กล่าวว่า หลังจากนี้ ป.ป.ช. จะมีกรอบเวลาในการพิจารณา 30 วัน โดยมีแนวทางหลัก 2 ทาง คือ หาก ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่ร้ายแรง ก็สามารถส่งเรื่องกลับมายัง DSI ได้ หรือหากเห็นว่าต้องการให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม ก็สามารถประสานให้ DSI ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมได้ และหากท้ายที่สุดพบว่ามีมูลความผิด ก็จะต้องชี้มูลและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

อาจารย์ปานเทพ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ยังต้องต่อสู้กันอีกหลายยก แต่สิ่งที่ทุกคนต่อสู้มาตลอด 4 ปีไม่ได้สูญเปล่า จนสามารถเดินทางมาถึงขั้นตอนนี้ได้สำเร็จ โดยบุคคลสำคัญที่สุดคือ นายอัจฉริยะและนางภนิดา ซึ่งได้เสียสละและต่อสู้ในเรื่องนี้มาโดยตลอด ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน DSI เองก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีจำนวนมาก โดยเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าใครเป็นคณะกรรมการสืบสวนคดีแตงโม พร้อมระบุเพียงว่าไม่มีข้อมูลและมีการสั่งยุติคดีแล้ว แต่ในทางกฎหมาย การที่เรื่องเดินทางมาถึงขั้นตอนการส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ถือเป็นความคืบหน้าไปอีกหนึ่งขั้น