ต้นทุนการผลิต ความเสี่ยงรอบด้าน และขีดความสามารถในการแข่งขัน คือสิ่งที่ภาคธุรกิจกำลังต้องเผชิญเมื่อธรรมชาติทรุดโทรมลง ปัจจัยดังกล่าวทำให้แนวคิด ‘Nature Positive’ หรือการทำธุรกิจที่สร้างผลดีต่อธรรมชาติ ก้าวขึ้นมาปักหลักในแผนยุทธศาสตร์ขององค์กรขนาดใหญ่

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาเสวนาในเวที ‘Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน’ ภายในงาน MFLF Sustainability Forum 2026 จัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้แนวคิด ‘Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่’ โดยมี 3 ผู้นำธุรกิจ ได้แก่‘จรีพร จารุกรสกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท WHA, ‘สราวุฒิ อยู่วิทยา’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP และ ‘ปณต สิริวัฒนภักดี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการเติบโตที่ต้องเดินไปพร้อมกับการดูแลธรรมชาติ
WHA : ปลูกคน ปลูกป่า ปลูกเมือง

จรีพร กล่าวว่า WHA มองโจทย์ของนิคมอุตสาหกรรมจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม จึงวางกรอบการทำงานไว้ภายใต้แนวคิด ‘3 ป. ปลูกคน ปลูกป่า ปลูกเมือง’ เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เดินไปพร้อมกับคนและธรรมชาติ
WHA ดำเนินธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมานานกว่า 38 ปี โดยเลือกพัฒนาพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่เกษตรกรรมเดิม เช่น ไร่สับปะรดและไร่มันสำปะหลัง และจัดตั้งนิคมฯ ตามพื้นที่ที่กำหนดโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อรวมอุตสาหกรรมไว้ในพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ลดการกระจายตัว และทำให้การลงทุนด้านท่าเรือ สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เป็นระบบมากขึ้น
ในกรอบ ‘ปลูกคน’ WHA ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนรอบนิคมฯ ซึ่งครอบคลุมทั้งนิคมอุตสาหกรรม 15 แห่ง แรงงานในระบบกว่า 4 แสนคน และชุมชนโดยรอบอีกหลายแสนครอบครัว โดยทำงานผ่าน 3 ด้าน ได้แก่ การศึกษา การสร้างการมีส่วนร่วม และการพัฒนาทักษะแรงงาน
ด้านการศึกษา มีทั้งโครงการโรงเรียนและทุนการศึกษา รวมถึงค่ายวิชาการและค่ายภาษาอังกฤษสำหรับครู เพื่อให้ความรู้ต่อไปถึงนักเรียน ส่วนการสร้างการมีส่วนร่วมเริ่มตั้งแต่เยาวชน เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟให้โรงเรียน พร้อมกิจกรรมให้ความรู้เรื่องพลังงานสะอาดและการจัดการขยะ ขณะที่การพัฒนาทักษะอนาคตทำร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยนำคณบดีจากหลายคณะมาทำงานกับผู้ประกอบการและทีมทรัพยากรบุคคลของ WHA เพื่อปรับหลักสูตรและพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต
ส่วน ‘ปลูกป่า’ และ ‘ปลูกเมือง’ เชื่อมกับการจัดการทรัพยากรโดยตรง ทั้งโครงการวีไซเคิลที่รวบรวมขวดพลาสติกพีอีทีจากโรงงาน โรงเรียน และชุมชนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล รวมถึงการใช้บึงประดิษฐ์บำบัดน้ำเสียตามแนวพระราชดำริ โดยนำผักตบชวาที่เติบโตในบึงไปให้ชุมชนแปรรูปเป็นเส้นใย ก่อนร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล นำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น กระเป๋านักเรียนและผ้าปูที่นอนสำหรับโรงพยาบาล เกิดเป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์และสร้างรายได้ให้ชุมชนไปพร้อมกัน
แนวคิดดังกล่าวยังต่อยอดไปถึงธุรกิจใหม่ โดยจรีพรระบุว่า การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างรายได้กลับสู่องค์กร ผ่านธุรกิจรถบรรทุกไฟฟ้าและโซลาร์รูฟที่สร้างรายได้ระดับพันล้านบาทต่อปี รวมถึงการรีไซเคิลน้ำเพื่อนำกลับมาใช้และจำหน่ายในนิคมฯ
TCP: รักษาน้ำ รักษาธุรกิจ

ด้าน สราวุฒิ ชี้ว่า ธุรกิจกับธรรมชาติผูกพันกันตั้งแต่ก้าวแรกของวัตถุดิบ ทั้งน้ำ น้ำตาล ทรายสำหรับขึ้นรูปขวดแก้ว อะลูมิเนียมกระป๋อง ไปจนถึงพลังงาน ทุกอย่างล้วนดึงมาจากธรรมชาติแทบทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ TCP จึงวางการจัดการน้ำไว้ 3 ระดับ เริ่มจาก ‘ไข่แดง’ คือการจัดการภายในโรงงาน มีทั้งการหมุนเวียนน้ำและพื้นที่กักเก็บน้ำกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตร จากนั้นขยายไปสู่ ‘ไข่ขาว’ คือการทำงานร่วมกับชุมชน จนได้รับมาตรฐานการจัดการน้ำระดับโลก และต่อยอดไปสู่การฟื้นฟูลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำวัง และลุ่มน้ำโขง ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมา 9 ปี คืนน้ำสู่ธรรมชาติกว่า 20 ล้านลูกบาศก์เมตร และสร้างประโยชน์ให้กว่า 4 หมื่นครอบครัว
TCP ยังสร้าง ‘วังปลา’ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพรอบโรงงาน พร้อมตั้งเป้าหมายเน็ตซีโร่ด้านน้ำภายในปี 2030 เพราะหากเกิดวิกฤตธรรมชาติ ความเสียหายย่อมกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน และท้ายที่สุดก็ย้อนกลับมาถึงกำลังซื้อและธุรกิจด้วย
มุมมองดังกล่าวทำให้การดูแลธรรมชาติของ TCP ขยายออกไปตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เมื่อเกิดน้ำท่วม บริษัทจะส่งทีมลงพื้นที่ช่วยคู่ค้าและร้านค้าขนย้ายสินค้าไปไว้ในที่สูง หากสินค้าเสียหายจากน้ำท่วมก็มีนโยบายช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายให้คู่ค้าเต็มจำนวน
เฟรเซอร์ส: สร้างเมืองให้มีพื้นที่หายใจ

ขณะที่ ปณต มองโจทย์จากมุมมองอสังหาริมทรัพย์ โดยเน้นออกแบบตั้งแต่ต้นทางเพื่อป้องกันไม่ให้การพัฒนาเมืองกลายสภาพเป็น ‘ป่าคอนกรีต’ ที่ขวางทางน้ำและทำลายระบบนิเวศ
แนวทางของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จึงเป็นการจัดสรรพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวให้มีสัดส่วน 50% ของที่ดิน เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง ขณะเดียวกันยังลดการปล่อยคาร์บอนในขอบเขตที่ 3 ด้วยการทำงานร่วมกับซัพพลายเชน เช่น การนำหัวเสาเข็มกว่า 2,600 ต้นกลับมารีไซเคิลเพื่อใช้ก่อสร้างอาคาร รวมถึงใช้เทคโนโลยีจัดการขยะอาหารให้กลายเป็นปุ๋ย และตั้งเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050
เมื่อธรรมชาติถูกนำมาคิดรวมกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผลที่เกิดขึ้นจึงไปถึงเรื่องธุรกิจด้วย ทั้งโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และการดึงดูดผู้เช่าองค์กรที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนในทิศทางเดียวกัน
จาก WHA ที่พยายามทำให้นิคมอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนและระบบนิเวศ TCP ที่มองการดูแลแหล่งน้ำเป็นเรื่องที่ผูกกับความอยู่รอดของธุรกิจ ไปจนถึงเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ที่นำธรรมชาติเข้ามาอยู่ในวิธีคิดเรื่องการพัฒนาเมือง ทั้งหมดกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ธรรมชาติเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจมากขึ้น
การขยับมุมคิดเช่นนี้ตอกย้ำว่า การทุ่มงบดูแลธรรมชาตินอกจากจะช่วยโลกได้แล้ว ยังถือเป็นการบริหารต้นทุน ความเสี่ยง และตักตวงโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว เพราะเมื่อชุมชนและระบบนิเวศเติบโตได้อย่างแข็งแรง รากฐานของภาคธุรกิจจึงจะมั่นคงพอที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน



