เมื่อวันที่ 28 ส.ค. เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ มีเสวนา “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก” นายวิชา มหาคุณ อดีต ป.ป.ช. กล่าวว่า เหตุที่องค์กรอิสระมีปัญหาในปัจจุบัน ตนประเมินได้ว่าเพราะยอมตามผู้มีอำนาจอย่างไม่ขัดขืน และไม่ยอมขัดขืนต่ออำนาจรัฐ ทั้งนี้ที่ผ่านมาการตรวจสอบมีปัญหาเพราะไม่ยอมเปิดเผย อ้างกฎหมายกำหนด แต่กรณีของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และจะเป็นตัวอย่างต่อความเพียรพยายามของมนุษย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครปิดหูปิดตาประชาชนได้ การตรวจสอบทุจริตเป็นหน้าที่ของพลเมือง ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามฟ้องร้องปิดปาก คือส่วนช่วยที่ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบเรื่องที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะได้

“องค์กรอิสระอย่าสำคัญตัวผิดว่าเป็นอิสระ แต่ต้องเป็นองค์กรของประชาชน ทำงานให้ประชาชน เพื่อประชาชน ผมเชื่อว่าหากออกนอกลู่นอกทางให้องค์กรที่ไม่ยึดโยงต่อประชาชน และปกปิดข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนควรรู้ ถือว่าทำลายหลักการขององค์กรอิสระ ที่เป็นองค์กรธรรมาภิบาล โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ และเห็นว่าองค์กรอิสระต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ มันไม่มีอะไรเป็นความลับอีกแล้ว เพราะในโลกนี้ทะลุทะลวงโดยเทคโนโลยีสารสนเทศหมดแล้ว เราอยู่ในยุคเมตาเวิร์สยุคใหม่ ดังนั้นการตรวจสอบก็ไม่ต้องไปตั้งองค์กรอะไรที่ยุ่งยาก เพราะทุกอย่างอยู่ในมือของประชาชน ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือกันหมดแล้ว เราต้องมีส่วนร่วมนอกเหนือจากสวัสดีวันจันทร์” นายวิชา กล่าว

นายวิชา กล่าวว่า ส่วนข้อกำหนดให้องค์กรอิสระต้องรายงานต่อรัฐสภา ต้องถูกเอาใจใส่ สมาชิกรัฐสภาต้องทำหน้าที่ ไล่บี้ ไล่เบี้ย ว่าเกิดผลอย่างไรกับประชาชน ต้องเอาผลลัพธ์ ไม่ใช่งานนับครั้งหรือนับคดีเท่านั้น

“องค์กรอิสระถูกทำให้ขยายตัวใหญ่ขึ้น ที่ทำผิดหลายเรื่อง เช่นในสิ่งที่เห็นอยู่และยอมรับว่าผมไม่ได้แก้ไขจนออกมา คือ การตรวจสอบทรัพย์สินของข้าราชการ ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน หากไม่ยื่นถือว่าผิดจริยธรรม ลงโทษให้ออกจากราชการ ซึ่งระบบดังกล่าวไม่ต้องใช้คนจำนวนมาก เหมือนอย่างที่ประเทศสิงคโปร์ใช้ และทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ดีของราชการ” นายวิชา กล่าว

นายวิชา กล่าวต่อว่า ตอนที่เกิดทุจริตสอบท้องถิ่น ประธาน ป.ป.ช. โทรศัพท์หาตนเพื่อขอให้เป็นที่ปรึกษา ตนตอบไปว่าไม่ไป เพราะหากให้เป็นที่ปรึกษา ไม่มั่นใจจะปรึกษาหรือไม่ หากเขาต้องการให้ไปถึงใคร ตนนึกในใจว่าจะจบลงแค่ข้าราชการประจำ ไม่ไปถึงนักการเมือง

นายวิชา กล่าวต่อว่า ตนสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ เช่น ที่มาขององค์กรอิสระ ตอนที่พิจารณาอย่างตระหนักว่า สว. เป็นกรอบทำงานให้ แต่ใครจะนึกว่ามีการโกงตั้งแต่ตอนตั้ง กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของการตั้งวุฒิสภา เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นต้องยอมรับว่าเป็นวิกฤติประเทศ

นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวในช่วงซักถามว่า กกต. ต้องส่งรายชื่อ 229 ราย ที่อยู่ในสำนวนคดีไปยังศาล เพราะถ้าไม่ส่งจะถือว่าตันในข้อกฎหมาย ไปไม่รอด อย่างไรก็ตาม มีการคาดเดาว่า ทาง กกต. จะส่งแต่ไม่ทั้งหมด อย่างต่ำๆ ที่ตนประเมินไว้ว่า คนยอมรับได้ต้องมีการส่ง 120 คน โดยเฉพาะ 6 คนแรกของทุกกลุ่ม ฮั้วทั้งนั้น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปิดการเสวนาตอนหนึ่งว่า หลายคนถามว่าจะได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งยังไม่ค่อยมีคำตอบจากเวทีนี้ แต่ตนขอเตือนไว้อีกเรื่อง ว่าระวังว่าจะได้มีการยกร่าง แต่มีการฮั้วสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็จะยิ่งหนักขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ฉะนั้นขอให้ทุกคนมีความตื่นตัว จะได้ร่วมกันทำงานต่อไป.