เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา โดยมีวาระเร่งด่วนการพิจารณา พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ
นายอลงกต วรกี สว. อภิปรายช่วงหนึ่งว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีความจำเป็น เพราะตอนนี้มีปัญหาภัยพิบัติหลายพื้นที่ ยังรวมถึง ปัญหาชายแดน ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบกลางที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน โดนตำหนิ ถ้าไม่กู้ ก็ยังโดนตำหนิ ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ การออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ นั่นคือการที่รัฐบาลทำความดีให้กับประชาชนไทย มีคนพูดว่า การกู้เงินครั้งนี้ กระทบหนี้สาธารณะของประเทศ ที่ใกล้ติดเพดานที่ 70% แล้ว แต่จริงแล้ว ตัวเลขนี้ต่างจากการกู้ทั่วไป เพราะเป็นการกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ เงินจะหมุนอยู่ในระบบ
นายอลงกต กล่าวต่อว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส มีคนได้รับประโยชน์ 43 ล้านคน ที่พึงพอใจกับโครงการนี้ กระตุ้นให้คนเอาเงินออกมาใช้ ซึ่งเป็นผลดีกับประชาชน ที่สามารถช่วยลดค่าครองชีพ ดังนั้น การออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นการกระตุ้นให้คนออกมาใช้เงิน จึงขอยืนยันว่า รัฐบาลทำไปเถอะครับ มันอาจจะมีเสียงว่าบ้าง แต่ 43 ล้านคน ได้ประโยชน์จากโครงการนี้
“ส่วนอีก 200,000 ล้านบาท ที่ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงาน โครงการต่างๆ เช่น เปลี่ยนรถสาธารณะ เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ติดโซลาร์เซลล์ โครงการเหล่านี้ เป็นโครงการเพื่ออนาคต ถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำเมื่อไร และเมืองไทยเป็นเมืองร้อน ไม่ทำโซลาร์รูฟ แล้วจะไปทำอะไร เหมาะสมแล้วครับท่านรัฐมนตรี เห็นด้วยอย่างยิ่ง” นายอลงกต กล่าว
นายอลงกต กล่าวว่า ที่สำคัญ ประเทศไทยนำเข้าน้ำมัน การเพิ่มพลังงานทางเลือก เป็นการลดการนำเข้าน้ำมันทางอ้อม จึงเห็นด้วยควรเร่งดำเนินการ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเสียงพูดว่า จะมีเงินทอนหรือไม่ อย่างไร ก็มีคนว่าอยู่แล้ว แต่ยืนยันว่า สตง. ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงไม่ละเลย ในการตรวจสอบเรื่องแบบนี้อย่างแน่นอน.



