เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจในสังคมไทยวันนี้ คือ พ่อทิพย์ ที่มีการจ้างคนไทยจดทะเบียนเป็นพ่อเด็กต่างด้าว เพื่อให้เด็กได้สัญชาติไทย และกลายเป็นการปล่อยให้ครอบครัวฝ่ายต่างชาติ มาตักตวงทรัพยากรไทย ซึ่งเป็นประเด็นระดับความมั่นคง ที่รัฐสภา “สส.จั้ม” สกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธาน กมธ.การสาธารณสุข แจงผลสอบพ่อทิพย์ ว่า จากการตรวจกรมการปกครอง พบตัวเลขที่น่ากลัว ย้อนหลังไปถึงปี 2555 ถึง 2569 พบตัวเลขบุคคลที่น่าสงสัย มีความน่าจะเป็นว่ามีพ่อเป็นคนไทย และมีแม่เป็นคนต่างด้าว ซึ่งเป็นคนจีนประมาณ 10,000 กว่าราย

“น่ากลัวตรงที่ว่าปัจจุบันเป็นดุลพินิจเจ้าหน้าที่ในการให้พ่อหรือแม่ตรวจดีเอ็นเอ กมธ.ให้ข้อเสนอแนะไปว่าควรจะต้องออกระเบียบให้มีการตรวจให้ชัดเจน เพราะหากพ่อแม่ไม่ยินยอมให้ตรวจก็ทำอะไรไม่ได้ หากดูข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบตั้งแต่ 2555 และอีก 5 ถึง 6 ปี เด็กที่เกิดในช่วงนี้ ก็จะบรรลุนิติภาวะ สามารถถือครองทรัพย์สินได้  ส่วนกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้ที่ตรวจชัด มี รพ.เอกชน 10 แห่ง อย่าง รพ.เขตธนบุรีพบถึง 164 ราย ที่ต้องสงสัย

หากมองย้อนกลับไป มี 10,000 กว่าราย ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะมี สส. เป็นต่างด้าวที่เราไม่รู้ หรือเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตก็ได้ เป็นเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้น เชื่อว่าขบวนการนี้ต้องมีเอเจนต์ หรือชาวจีนที่เข้ามาดำเนินการอย่างแน่นอน บาง รพ.ในช่วงไม่กี่ปี มีเหตุการณ์พ่อทิพย์ ที่เข้าข่ายต้องสงสัยเกือบ 200 กรณี ซึ่งผิดปกติ โดยทางกรมการปกครองได้ให้ข้อมูลมาว่าน่าตกใจว่าตัวเลขในวันนี้เป็นแค่พ่อทิพย์ชาวไทย และแม่ชาวจีนเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลว่ายังมีสัญชาติอื่นด้วย อาจเป็นอินเดีย หรือเมียนมา จึงอยากให้มีคณะทำงานในการขยายผลที่ใหญ่กว่านี้”

สำหรับเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ “สส.ใบพลู” รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ได้รับมอบหมายในการเดินหน้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการรวบรวมข้อเท็จจริงจากหลากหลายพรรคการเมือง มีการกระทำความผิดในหลายเรื่อง ทั้งที่เพิ่งเกิดขึ้นและที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน รับรองว่าครั้งนี้เรามีข้อมูลเยอะจริงๆ  บรรดาคนที่ทำงานใกล้ชิดกับตัวรัฐบาล เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี

นายรังสิมันต์ ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กว่า “รมต.นก” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เคยพูดว่ามีผู้เสนอสินบนให้ 40 ล้านบาท แลกกับการไม่เอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์  กมธ. มีมติ 8 : 2 เสียง ใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 เรียกนายไชยชนก และ “โกแพ” วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย มาชี้แจงกรณีสินบนกระทรวงดีอี 40 ล้านบาท หลังจากไม่ยอมมาชี้แจงในที่ประชุม กมธ. 5 ครั้ง  ถือเป็นการใช้อำนาจเรียกครั้งแรก

ที่รัฐสภา น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง แถลงชี้แจงกรณีปิดไมค์ “สส.ตี๋” ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ขณะอภิปรายร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ…. (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) จนนายภัทรพงษ์สบถคำหยาบคายออกมา ว่า เพราะสมาชิกอภิปรายเกินเวลา (5 นาที) ก็ถูกปิดไมค์ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของวินัยการรักษาเวลาไม่ใช่ประเด็นเรื่องเนื้อหา ไม่ใช่ว่าพูดพาดพิง สว.ไม่ได้ เพราะ สส.หลายคนก็พูด  

“สส.ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า ต้นตออย่างหนึ่งของปัญหาเมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา คือ กำหนดให้อภิปรายจบ 19.00 น. ทำให้ สส.ถูกตัดเวลา เมื่อพูดเกินเวลาไปไม่กี่วินาทีก็ถูกตัดจบเลยทันที ทั้งๆ ที่บางคนจะสรุปประเด็นอยู่แล้ว กลายเป็นการบีบเวลา อย่ามากำหนดตายตัวเลยว่าการประชุมต้องเสร็จภายในกี่โมง ซึ่งจะเปิดการสร้างข้อจำกัดของการอภิปรายของสมาชิก

ที่สุดแล้ว กฎหมายอากาศสะอาด ที่ผ่าน สว.ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบจาก สส. จึงต้องตั้ง กมธ.ร่วม “สส.ตี๋” ภัทรพงษ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการอภิปรายว่า สว.เพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคธุรกิจแบบล็อกสเปก​ ล็อกชื่อตำแหน่ง​ ในคณะกรรมการแทบทุกชุด ทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด ไปจนถึงคณะกรรมการวิชาการที่ทำหน้าที่เสนอค่ามาตรฐานต่างๆ หั่นค่าปรับภาคอุตสาหกรรมลง 10 เท่า จาก 50 ล้าน เหลือ 5 ล้าน (โทษจำคุก 2 ปีเท่าเดิม), สำหรับโรงงานขนาดใหญ่ 5 ล้านบาทคือค่าทำธุรกิจ ไม่ใช่บทลงโทษ ตัดหลักการ PRTR ให้เหลือแค่ข้อมูลมลพิษทางอากาศอย่างเดียว แปลว่าโรงงานข้างบ้านปล่อยสารพิษอะไร ขนกากพิษไปทิ้งไปเผาที่ไหน ประชาชนจะไม่มีวันรู้

​ตัดสิทธิการรับฟังความเห็นของประชาชน ตัดสิทธิด้านความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม ทั้งการขอคุ้มครองชั่วคราวและการฟ้องคดีแบบกลุ่มออกไปด้วย และยังขวางการกระจายอำนาจ​ ร่างของ สส. เราให้นายก อบจ. เป็นประธานคณะกรรมการระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด กำกับติดตาม แต่กลับไปเปลี่ยนให้ ผวจ.เป็นประธาน ทั้งที่ผู้นำที่แต่งตั้งจากส่วนกลาง มาปีเดียวแล้วย้าย สุดท้ายประชาชนก็ต้องเจอฝุ่นซ้ำๆ เพราะไม่เคยมีคนทำงานต่อเนื่อง

ที่รัฐสภา มีการประชุม กมธ.การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี “เฮียเม้ง” วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ. วาระพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องทางต่างๆ (เอกสารคดีฮั้ว สว.) ซึ่งเคยมีเอกสารบางอย่างที่ถึงขนาดศาลแจ้งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรมในขณะนั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่และก้าวก่าย

สส.พริษฐ์ เป็นผู้ชี้แจง ให้สัมภาษณ์ว่า ตอบ กมธ.ก็เหมือนกับที่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ คือข้อมูลและเบาะแสได้รับมาจากหลากหลายช่องทาง หลากหลายรูปแบบ และตนกลั่นกรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่างๆ หากข้อมูลไหนที่เรามั่นใจว่ามีมูล เราก็นำเสนอต่อสาธารณะ เมื่อเผยแพร่ได้รับการยืนยันจากบุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นความจริง ที่จะถามว่า ดีเอสไอเอกสารหลุดได้อย่างไร คิดว่าประมาณ 90% ใช้ไปกับการซักถามตน ส่วนการสอบถามดีเอสไอ และกองปราบฯ แค่หน่วยงานละ 1 คำถามในตอนท้าย 

เมื่อถามย้ำว่า เหมือนเป็นการล้วงข้อมูลอะไรหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนถือว่าเป็นดุลพินิจของ กมธ.แต่ละคณะ ตนยินดีต่อการตรวจสอบ หวังว่า สส.ทุกคน ทุกพรรค จะใช้มาตรฐานเดียวกัน ในการไปชี้แจงต่อ กมธ.  

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ภายหลังเสร็จสิ้นช่วงกระทู้ถาม นายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเพื่อขอให้สภา พิจารณาปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเสนอแนะไปยังรัฐบาล ปรากฏว่า สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ลุกขึ้นทักท้วงเพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน ที่ให้เรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้พิจารณาภายหลังจากที่พิจารณารายงานของ  กกต. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และ ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และรายงานกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นคัดค้านเพราะมองว่ารายงานทั้ง 2 ฉบับไม่ใช่เรื่องจำเป็นรีบด่วน เมื่อเทียบกับญัตติที่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนภาคใต้  

การประชุมเริ่มเป็นไปด้วยความวุ่นวาย เมื่อ  “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า หากเห็นชีวิตของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สำคัญจริง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ครม.สัญจร ทำไมไม่ไปในพื้นที่ ไปแค่ จ.สงขลา และให้ส่วนราชการขึ้นมารายงาน สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ คือ การเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาอ้างเพื่อปกป้อง กกต. เพราะรัฐบาลไม่อยากให้อภิปรายรายงาน ของ กกต.

สส.พรรคร่วมรัฐบาลประท้วงคำพูดของ น.ส.รักชนก พร้อมเรียกร้องให้ถอนคำพูด แม้ว่านายเลิศศักดิ์ จะวินิจฉัยให้ถอน ทำให้ น.ส.รักชนก กล่าวย้ำและขยายเป็นว่า “ครม. รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย รักตัวกลัวตาย” ทำให้มีการประท้วงคำพูดดังกล่าวและขอให้ถอนคำพูด ซึ่ง น.ส.รักชนก กล่าวถอนคำพูดในเชิงเสียดสีว่า ตนขอถอนคำพูดที่ว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทย รักตัวกลัวตายไม่ลงไปในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์ในสภาวุ่นวายนับชั่วโมง จึงเข้าเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีกำหนดจัดประชุมบอร์ด กสทช. ในเวลา 13.30 น. แต่เมื่อถึงเวลากำหนด ยังไม่มีกรรมการ กสทช.มาประชุม เลขาฯ ที่ประชุมแจ้งว่า ประธาน กสทช. ติดภารกิจ จึงขอเลื่อนการประชุมบอร์ด กสทช. เป็นวันที่ 9 ก.ย. หลังจากนั้น 3 บอร์ด กสทช. ประกอบด้วย พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต และนายศุภัช ศุภชลาศัย ได้ลงมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชน และยื่นหนังสือให้ นายสมบัติ ลีลาพตะ รักษาการรองเลขาฯ กสทช. เร่งจัดประชุมบอร์ด กสทช. กับบอร์ด 6 ราย วันที่ 4 ก.ย.

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวว่า แม้ศาลปกครองจะประทับรับฟ้อง แต่ไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการสรรหาจึงถือเป็นที่สุดและมีผลทันที ทำให้ นพ.สรณ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่กรรมการและประธาน กสทช. ได้อีกต่อไป นับตั้งแต่วันที่รับทราบคำวินิจฉัย เมื่อ 22 ก.ค. 

ศ.ดร.พิรงรอง กล่าวว่า การนัดประชุมไม่ได้เป็นอำนาจของประธานคนเดียว และไม่ใช่เรื่องของการแพ้-ชนะ แต่เป็นหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ที่ต้องอำนวยความสะดวกให้เกิดการประชุม มีเรื่องเร่งด่วนสำคัญรออยู่มาก โดยเฉพาะ โรดแม็พ ทีวีดิจิทัล หากปล่อยให้ทีวีค่อยๆ ตายไป แล้วแพลตฟอร์มต่างชาติมายึดการสื่อสารสาธารณะ เราจะไม่มีอธิปไตยด้านข่าวสารเหลืออยู่เลย  ขณะที่นายศุภัช กล่าวว่า หากสำนักงาน กสทช. ยังคงเพิกเฉยหรือไม่จัดประชุม ก็อาจเข้าข่าย มาตรา 157  จากการพูดคุยเบื้องต้น กรรมการท่านอื่นที่เหลือมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมประชุม.