จากกรณีกองทัพเรือสหรัฐ ส่ง USS Abraham Lincoln พร้อมกองเรือคุ้มกัน 3 ลำ เข้าเทียบท่าแหลมฉบัง-สัตหีบ นำกำลังพลกว่า 4,830 นาย เยือนไทย 2-6 ก.ย. หลังปฏิบัติภารกิจทางทะเลกว่า 250 วัน คาดเงินสะพัดหนุนท่องเที่ยวพัทยา-ศรีราชา จนเป็นที่พูดถึงเป็นวงกว้างในโลกออนไลน์นั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ก.ย. แฟนเพจชื่อดัง ที่มักนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับทหารและตำรวจ ที่มีผู้ติดตามกว่า 2.3 แสนคนอย่าง “thaiarmedforce.com” ก็ได้ออกมาเผยเกร็ดความรู้ระบุว่า “สหรัฐอเมริกาเรียกไทยว่า Treaty Ally คำนี้พิเศษเพราะมีไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ได้รับสถานะนี้ และไทยยังเป็นหนึ่งในเพียงห้าประเทศทั่วโลกที่ได้ทั้งสถานะ Treaty Ally และ MNNA พร้อมกัน”
ถ้าใครสังเกตดี ๆ จะพบว่าทุกครั้งที่สหรัฐอเมริกากล่าวถึงประเทศไทย สหรัฐอเมริกาจะใช้คำว่า Treaty Ally หรือ Ally โดยในการมาเยือนประเทศไทยของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln นั้น สหรัฐอเมริกากล่าวว่าไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย โดยมีความสัมพันธ์ทางการทูตมา 193 ปี และเป็นพันธมิตรที่มีสนธิสัญญาหรือ Treaty Ally เพียงชาติเดียวในแผ่นดินใหญ่ของอินโดจีน ส่วนประเทศอื่นนั้น สหรัฐอเมริกาจะเรียกว่า Partner หรือ หุ้นส่วน
สองคำนี้อาจฟังดูไม่ต่างกันมากนัก เพราะเวลาสหรัฐอเมริกาเรียกประเทศอื่นก็มักจะเรียกรวม ๆ ว่า Ally and Partner แต่ในทางกฎหมายของสหรัฐแล้ว สองคำนี้ต่างกันมาก

เพราะสหรัฐอเมริกาจะเรียกใครว่า Treaty Ally ได้นั้น จะต้องเป็นประเทศที่มีสนธิสัญญาการป้องกันประเทศร่วมกัน ซึ่งเป็นได้ทั้งประเทศในกลุ่ม NATO ที่มีข้อผูกพันว่าการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตีจะถือว่าทั้งกลุ่ม NATO ถูกโจมตี ซึ่งหมายถึงสหรัฐอเมริกามีพันธะตามข้อตกลงร่วมกันที่จะมาช่วยป้องกันประเทศให้กับ Ally ส่วน Partner นั้นจะใช้เรียกประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาการป้องกันประเทศร่วมกัน
จุดกำเนิดของการที่สหรัฐอเมริกาเรียกไทยว่า Treaty Ally มาจากแถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ (Thanat-Rusk Communique) ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 1962 โดย พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และ นายดีน รัสก์ (Dean Rusk) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ในสมัยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ซึ่งระบุว่าถ้าไทยถูกรุกรานจากกองกำลังคอมมิวนิสต์ สหรัฐอเมริกาจะเข้าช่วยเหลือประเทศไทยในการป้องกันประเทศโดยไม่จำเป็นต้องรอการอนุมัติจาก SEATO หรือองค์กรสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น
ประเทศที่เป็น Treaty Ally จะมีสิทธิทางการทูตต่อสหรัฐอเมริกามากกว่าประเทศอื่น และสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางทหารหรือการร่วมมือวิจัยและพัฒนาได้มากกว่าประเทศอื่น โดยในปัจจุบันมี 51 ประเทศที่สหรัฐถือว่ามีสถานะ Treaty Ally ซึ่งส่วนใหญ่คือประเทศ NATO และประเทศในทวีปอเมริกาที่ลงนามในสนธิสัญญา Rio
ในเอเชียและแปซิฟิกนั้นมี 6 ประเทศที่มีสถานะ Treaty Ally คือญี่ปุ่น ซึ่งลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือด้านความมั่นคงในปี 1960 เกาหลีใต้ซึ่งลงนามในสนธิสัญญาการป้องกันประเทศในปี 1953 ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ลงนามในสัญญา ANZUS ในปี 1951 ส่วนในอาเซียนมีสองประเทศคือฟิลิปปินส์ที่ลงนามในสนธิสัญญาป้องกันประเทศในปี 1951 และไทยที่ลงนามในสนธิสัญญามะนิลาในปี 1954 ซึ่งนำมาสู่การก่อตั้ง SEATO และมาจากแถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ ในปี 1962
ไทยยังเป็นประเทศที่ได้รับสถานะพันธมิตรสำคัญนอกนาโตหรือ Major Non-NATO Allies ซึ่งอนุญาตให้ไทยเข้าถึงความช่วยเหลือทางการทหาร ความร่วมมือ และการจัดหายุทโธปกรณ์มากกว่าประเทศอื่น แม้ว่าจะมีหลายประเทศที่ได้รับสถานะ Major Non-NATO Allies แต่มีเพียง 5 ประเทศในโลกที่มีสถานะทั้ง Treaty Ally และ Major Non-NATO Allies ซึ่งก็คือญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และไทยนั่นเอง..
ขอบคุณข้อมูลจาก thaiarmedforce.com



