สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า มูลนิธิของ “กลอเรีย สไตเนม” นักเขียนหญิง นักบรรยาย และนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน ผู้ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิพลเมือง และสิทธิการเจริญพันธุ์ของสตรีมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ประกาศผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เธอเสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา
สไตเนม เกิดเมื่อปี 2477 ที่เมืองโทเลโด รัฐโอไฮโอ เติบโตมาในครอบครัวที่ต้องย้ายที่อยู่บ่อยครั้งตามอาชีพพ่อค้าของเก่าของบิดา ทำให้เธอไม่ได้เข้าเรียนในระบบโรงเรียนอย่างจริงจัง จนกระทั่งเข้าชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เมื่อพ่อแม่แยกทางกันในขณะที่เธออายุได้ 11 ขวบ สไตเนมต้องรับหน้าที่ดูแลมารดาซึ่งป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและมีอาการทางจิต
ประสบการณ์ในวัยเยาว์ที่ต้องรับบทบาทผู้ใหญ่ดูแลครอบครัวตั้งแต่ยังเด็กนี้เอง ที่หล่อหลอมมุมมองของเธอต่อความไม่ยุติธรรมในสังคม และทำให้เธอตั้งข้อสงสัยต่อ “สถาบันการแต่งงาน” ที่มักพรากทางเลือกและสิทธิของสตรีไป
สไตเนมก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวทางเฟมินิสต์ระลอกที่สอง โดยร่วมก่อตั้งนิตยสาร Ms. Magazine และองค์กร National Women’s Political Caucus ในปี 2514 เพื่อผลักดันประเด็นเรื่องการทำแท้ง ความเท่าเทียมเรื่องค่าจ้างของเพศหญิง และการต่อต้านความรุนแรงในครอบครัว
สไตเนม สร้างชื่อเสียงจากการแฝงตัวเข้าไปทำงานเป็น “กระต่ายสาวเพลย์บอย” ในปี 2506 เพื่อเขียนบทความตีแผ่เรื่องการถูกกดขี่ทางเพศและค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม ภาพจำอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอคือทรงผมแสกกลางและแว่นตาทรงนักบิน เธอเน้นย้ำเสมอว่าขบวนการเฟมินิสต์ต้องครอบคลุมผู้หญิงทุกเชื้อชาติ จนทำให้เธอได้รับเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีจากประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในปี 2556
กลอเรีย สไตเนม มีผลงานการเขียนหลายเล่มตลอดช่วงชีวิตของเธอ ไม่นับรวมงานเขียนในนิตยสารหรือบทความย่อย ผลงานเล่มที่โด่งดังของเธอคือ My Life on the Road (2558) หนังสืออัตชีวประวัติระดับเบสต์สเตลเลอร์ที่บอกเล่าชีวิตการเดินทางทั่วโลกในฐานะนักเคลื่อนไหว ซึ่งต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “The Glorias” ในปี 2563
ส่วนผลงานสร้างชื่อเล่มแรกของเธอคือ Outrageous Acts and Everyday Rebellions (2526) ซึ่งเป็นหนังสือรวมความเรียงที่มีบทความเปลี่ยนโลกอย่าง “A Bunny’s Tale” ที่เธอได้จากแฝงตัวเป็นนนางกระต่ายเพลย์บอย และบทความเสียดสีเรื่องเพศอย่าง “If Men Could Menstruate”
นอกจากนี้ยังมี Revolution from Within: A Book of Self-Esteem (2534) งานเขียนที่นำเสนอแนวคิดเรื่องการสร้างความเคารพในตนเองว่าเป็นรากฐานสำคัญของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม, Marilyn: Norma Jeane (2529) หนังสือชีวประวัติของ มาริลิน มอนโร ในมุมมองเฟมินิสต์ และ The Truth Will Set You Free, But First It Will Piss You Off! (2562) ซึ่งรวบรวมคำคม ข้อคิด และคำบรรยายของเธอเกี่ยวกับการเมืองและการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสังคม
สไตเนม เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้หญิงไม่มีทางจะเท่าเทียมกันนอกบ้าน จนกว่าผู้ชายจะเท่าเทียมกันภายในบ้าน” สะท้อนความคิดที่ท้าทายสังคมเรื่องภาระงานบ้านและการดูแลครอบครัวซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าเป็น “หน้าที่” ของผู้หญิงฝ่ายเดียว ทำให้ผู้หญิงต้องเสียเวลาและพลังงานไปกับงานบ้านเป็นหลัก และมีโอกาสน้อยลงที่จะทุ่มเทเพื่อบทบาทอื่นในสังคมภายนอก พร้อมกับเรียกร้องกลายๆ ให้เพศชายเข้ามาแบ่งปันภาระในการดูแลบ้านเรือน
ในด้านชีวิตส่วนตัว เธอไม่มีบุตร และตัดสินใจแต่งงานครั้งแรกในวัย 66 ปี กับเดวิด เบล (บิดาของนักแสดง คริสเตียน เบล) เพื่อพิสูจน์ว่าเฟมินิสต์คือสิทธิในการเลือกสิ่งที่ถูกต้องในแต่ละช่วงชีวิต
สไตเนมสร้างสรรค์งานเขียน สารคดี และทำงานเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่วัย 80 ปี จนได้รับการยกย่องจากนักเขียน แคโรลีน ไฮล์บรุน ผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของเธอชื่อ “Education of a Woman: The Life of Gloria Steinem” ในปี 2538 ที่กล่าวเปรียบเปรยไว้ว่า สไตเนมคือ “ร่างอวตารแห่งความงามของสตรี และเป็นแก่นแท้แห่งการปฏิวัติของสตรี”
เครดิตภาพ : REUTERS



