กทม. ในฐานะผู้บริหารจัดการเมืองให้มีความเป็นระเบียบ สร้างความปลอดภัยให้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชน นักท่องเที่ยว หรือคนไร้บ้าน ที่จะต้องได้รับความปชอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมา กทม. ได้มีนโยบายแก้ปัญหาคนไร้บ้าน ด้วยการห้ามนอนในพื้นที่สาธารณะ โดยจะมีเจ้าหน้าที่เทศกิจออกกวดขันบนทางเท้า การปิดจุดแจกอาหารบริเวณตรอกสาเก เขตพระนคร และย้ายไปแจกที่บ้านอิ่มใจ พร้อมจำกัดจำนวนต่อวันป้องกันอาหารเหลือทิ้ง การลงพื้นที่ตรวจนับและคัดกรองคนไร้บ้านในเกาะรัตนโกสินทร์ ทำริสต์แบนด์ ทะเบียนประวัติ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเป็นรายบุคคล

รวมถึงการเปิดบ้านอิ่มใจ ที่ประปาแม้นศรี (เดิม) โดยบ้านแห่งนี้ กทม. ได้ดำเนินการปรับปรุงใหม่ มีเรือนนอน มีที่อาบน้ำ มีที่ฝึกอาชีพ มีอาหาร และได้รับการตรวจสุขภาพ โดยผู้ที่เข้าอยู่ต้องปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ที่วางไว้ และไม่ได้เป็นการบังคับผู้ที่เข้าอยู่จะต้องมาด้วยความสมัครใจ หลายคนได้มีอาชีพใหม่ มีชีวิตใหม่ สามารถเลี้ยงดูตนเองได้โดยไม่ต้องกลับไปเป็นคนไร้บ้านอีก

แต่ก็มีบางรายที่ไม่ต้องการใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ ไม่อยากอยู่ในกฎระเบียบและต้องการใช้ชีวิตอิสระเร่ร่อน กลับไปอยู่ตามพื้นที่สาธารณะตามเดิม จึงทำให้เห็นว่า ยังคงมีคนไร้บ้านอยู่ในพื้นที่สาธารณะ

กทม. จึงบูรณากับหน่วยงานรัฐทั้ง กระทรวง พม. กระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร ทีม MCATT กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เชิงรุก พูดคุย และคัดกรองคนไร้บ้าน เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ หลังดำเนินการระยะที่ 1 พบผู้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองรวม 96 ราย ในจำนวนนี้ มีผู้ได้รับการประเมินสุขภาพจิตโดยทีม MCATT จำนวน 16 ราย และมีการส่งต่อเข้ารับการรักษาพยาบาล รวมทั้งส่งต่อเข้ารับการดูแลที่บ้านอิ่มใจ 30 ราย ส่งต่อสถานคุ้มครองของ พม. 7 ราย รวมถึงส่งกลับภูมิลำเนา

ส่วนระยะที่ 2 กทม. และภาคีเครือข่ายเตรียมจัดทีมดูแลใน 5 จุดสำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อเฝ้าระวัง ติดตาม และเข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1.บริเวณถนนราชดำเนิน 2.บริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ 3.ตรอกสาเก 4.บริเวณถนนบุญสิริ 5.บริเวณศาลฎีกา/สะพานด้านหลังศาลฎีกา จะมีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจะมีการจัดตั้งทีมสหวิชาชีพ (MDT) เพื่อร่วมประเมินและวางแผนให้ความช่วยเหลือเป็นรายบุคคล ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ สังคมและสวัสดิการ กฎหมาย สุขภาพและสุขภาพจิต และการมีงานทำ/อาชีพ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุถึงการจัดระเบียบและดูแลคนไร้บ้าน ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีทั้ง สูงอายุ ตกงาน ยากจน ปัญหาครอบครัว ร่างกายพิการ ซึ่งจากการสำรวจฐานข้อมูลคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ มีจำนวนประมาณ 1,300 คน ซึ่งจำนวนเกินครึ่งหนึ่งของประชากรคนไร้บ้านอาศัยอยู่บริเวณราชดำเนินกลาง จึงโฟกัสพื้นที่ตรงนี้ก่อน และขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ รอบกรุงเทพฯ

กทม. จึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ทำงานร่วมกัน ชักชวนเข้าไปพักอาศัยในบ้านอิ่มใจ ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับ พบว่าขณะนี้ บ้านอิ่มใจรับคนไร้บ้านจนล้นแล้ว กว่า 200 คน โดยมีคนไร้บ้านเข้าสู่ระบบ มีที่พัก อาหาร การเข้ารับฝึกอาชีพ และกลับไปมีงานทำ ซึ่งตนมองว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องใช้เวลา เพราะเป็นปัญหาที่สะสมมานาน ซึ่งการเปิดบ้านอิ่มใจ ทำให้มองเห็นภาพคนไร้บ้านชัดขึ้น และ กทม. จะใช้การให้บริการดูแลคนไร้บ้าน ณ บ้านอิ่มใจ เป็นโมเดล ก่อนที่จะขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“วันนี้ แม้จะมีการเข้าและออก บ้านอิ่มใจ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แม้เราไม่อยากให้คนออกไปแล้วกลับมาใหม่ ก็พยายามฝึกอาชีพ หางานให้ ซึ่งการดำเนินการของ กทม. ถือว่าได้ให้การดูแลกลุ่มคนไร้บ้านแล้ว ถ้าเราไม่ทำอะไร คนพวกนี้ ก็จะไม่มีที่พึ่ง อย่างน้อยมี 10% ที่เข้าระบบได้ เชื่อว่าปัญหาจะค่อยๆ ลดลง ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ถ้าปล่อยให้อยู่บนถนนนาน ๆ โอกาสกลับเข้าบ้านยิ่งยากมาก เพราะบางคนเสพติดกับการอยู่นอกบ้าน อยู่ริมถนน และพึ่งพิงผู้อื่นแล้ว”

หลังจากนี้ ต้องจับตาดูกันอีกครั้งว่า แผนการดำเนินการแก้ปัญหาคนไร้บ้านของ กทม. จะสามารถช่วยลดจำนวนคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะได้มากน้อยแค่ไหน และจะสามารถช่วยให้คนที่ช่วงชีวิตหนึ่งล้มลง ได้กลับมามีชีวิตได้ตามปกติ กลับคืนสู่สังคมได้มากน้อยเพียงใด.

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน