เมื่อเร็วๆนี้ คณะอนุกรรมาธิการด้านความมั่นคง ใน กมธ.วิสามัญ พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันฯ วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนศึกษานารี เพื่อจัดกิจกรรม “ปลูกผักในกล่องโฟม”
กิจกรรมนี้ หากมองให้ลึกลงไป จะไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมเกษตรกรรมธรรมดาๆ.. แต่มันคือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สะท้อนการปรับตัวของเด็กไทยในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง

ท่ามกลางความเป็นจริงในปัจจุบันที่น่ากังวล เมื่อหน่วยงานต่าง ๆ เช่น อย. หรือเครือข่าย Thai-PAN ได้ตรวจพบสารพิษ ตกค้างเกินมาตรฐานในพืชผักผลไม้ในตลาด ไม่เว้นแม้แต่ในห้างใหญ่ๆ

และข่าวสะเทือนใจ จากกรณีการตรวจพบสารพิษในสายสะดือของทารกแรกเกิด ซึ่งสะท้อนว่าลูกหลานไทยถูกทำลายตั้งแต่อบู่ในท้องแม่

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านสุขภาพ แต่คือการฆ่าผ่อนส่งลูกหลานไทย เป็นการทำลาย “ทรัพยากรที่มีค่าสูงสุดของประเทศ” และกระทบต่อความมั่นคงของชาติ อย่างร้ายแรง

การส่งเสริมให้เด็ก ๆ เริ่มปลูกผักกินเองในกล่องโฟม จึงเปรียบเสมือนการสอนให้เด็กรู้จักการแก้ปัญหา ‘ด้วยการลงมือทำที่ง่ายๆ แต่่ได้ผลมาก’.. “ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 3 ตัว” :
นกตัวที่ 1 การปลูกผักในกล่องโฟม คือจุดเริ่มต้นของ’ ความปลอดภัยทางสุขภาพ’ : ทำให้เด็กๆ และครอบครัวได้บริโภคผักที่สะอาดปลอดภัยจากสารพิษ.. ปกป้องสมอง ไอคิว และพัฒนาการของลูกหลานไทย ให้ปลอดพ้นจากภัยเงียบที่มาจากยาพิษบน’จานอาหาร’
นกตัวที่ 2 คือจุดเริ่มต้น ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ : ท่ามกลางยุคภัยพิบัติและความผันผวนของโลก เพราะการรู้จักปลูกอาหารกินเอง จะทำให้มั่นใจได้ว่าเราจะมีอาหาร 3 มื้อ ไว้บริโภค

ไม่ว่าเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง หรือเข้าสู่ภาวะ “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาอาหารคือของจริง” เราก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย
และนกตัวที่ 3 คือจุดเริ่มต้นของ’การแก้ปัญหาความยากจนและกับดีกหนี้สิน’ และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน : เพราะการปลูกผักกินเองจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริงๆ ทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้โดยอัตโนมัติทันที
หากคนไทย สามารถประหยัดเงินค่าอาหารได้วันละ 100 บาท เดือนหนึ่งเท่ากับ 3,000 บาท ปีหนึ่ง 36,000 บาท และหากทำต่อเนื่องไปจนถึงวัยเกษียณ ตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงหลักแสนหรือหลักล้านบาท สะท้อนสัจธรรมที่ว่า “ลดรายจ่าย เท่ากับเพิ่มรายได้” และสร้างการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน.
*จากกล่องโฟมสู่ “ตู้กับข้าวประเทศ”: ครัวเรือนคือรากแก้วของแผ่นดิน
หากแต่ละครัวเรือนค่อยๆขยายผล ค่อบๆ เพิ่มจากกล่องโฟม 1 กล่อง เพิ่มเป็น 2-3 กล่อง และทำอย่างต่อเนื่อง จะกลายเป็น “ตู้กับข้าวรอบบ้าน” เมื่อแต่ละบ้านร่วมมือกันขยายผลออกไป ชุมชนก็จะกลายเป็น “ตู้กับข้าวชุมชน” และเติบโตขยายไปสู่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด จนกลายเป็น “ตู้กับข้าวของประเทศไทย” ในที่สุด
หากเปรียบประเทศไทยคือต้นไม้ใหญ่ “ครัวเรือน” ก็คือรากแก้วและรากฝอยอันเป็นรากฐานสำคัญ
ต้นไม้จะเติบโตแข็งแรง แตกกิ่งก้านสาขา ผลิใบออกผลและยืนหยัดต้านทานพายุร้ายได้ ก็ต้องอาศัยรากแก้วที่แข็งแรงคอยสูบฉีดอาหารขึ้นไปหล่อเลี้ยงลำต้น และแม้จะมีพายุโหมกระหน่ำรุนแรง ก็ไม่ทำให้ต้นไม้นั้นไม้โค่นล้มลงได้

เช่นเดียวกับการที่ครัวเรือนมีความมั่นคง ปลอดภัย และพึ่งพาตนเองได้ ก็จะทำหน้าที่เป็นรากฐานของประเทศ ช่วยให้ชาติเติบโตอย่างมั่นคง มีภูมิคุ้มกัน และยืนหยัดรับมือกับทุกวิกฤตได้อย่างยั่งยืนตลอดไปเช่นกัน
มากไปกว่าเรื่องเศรษฐกิจและสุขภาพ กิจกรรมนี้ ยังสะท้อนรากฐานที่สำคัญยิ่งของ “ประชาธิปไตย”
เพราะในความเป็นจริง คนที่ปากท้องอิ่ม มีความมั่นคงในชีวิต ย่อมมีอิสระทางความคิดและการตัดสินใจ.. ในทางตรงกันข้าม คนที่กำลังลำบากและขัดสน ย่อมง่ายต่อการถูกครอบงำหรือถูกซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้ง่าย
ดังนั้น ประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดอยู่เพียงแค่ในรัฐสภา หรือคูหาเลือกตั้ง แต่อยู่ที่ “ปากท้องและจานอาหาร” ของประชาชน
กาปลูกผักในกล่องโฟม จึงเป็นจุดเริ่มต้นอันทรงพลัง ที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจระดับฐานราก ปลดแอกความขัดสน และนำไปสู่การสร้างพลเมืองที่มีอิสระทางความคิดและประชาธิปไตยที่แท้จริง
จากกล่องโฟมใบเล็กๆ… สู่ผักหนึ่งต้น สู่จิตสำนึกในการดูแลตัวเอง ดูแลสังคม และประเทศชาติ จึงไม่ใช่ได้นกแค่3 ตัว แต่เป็นการ “ยิงนกนัดเดียว ได้นกทั้งฝูง” เลยทีเดียว
เแม้เราจะไม่สามารถหยุดความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทั้งหมด แต่เราสามารถเตรียมลูกหลานไทยของเราให้ “อยู่รอด อยู่ได้ และอยู่ดีมีสุข” ด้วยจุดเริ่มต้นง่ายๆ สองมือของพวกเขาเอง…“ปลูกผัก ปลูกคน ปลูกอนาคต”



