เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 6 ก.ย. ที่ ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด ถนนวัดเกาะ เขตสายไหม กทม. นายสีหราช ลาวิน หรือฟลุ๊ค อายุ 32 ปี เดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือกับนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 61 เวลาประมาณ 23.55 น. ตนเองถูกตำรวจ สน.ยานนาวา เรียกตรวจรถจักรยานยนต์ขณะขับและขอตรวจปัสสาวะ ซึ่งตำรวจอ้างว่าปัสสาวะตนเองมีสีม่วง แต่ตนยืนยันว่าไม่ได้เสพยามาแน่นอน แต่ตำรวจก็ให้ตนเองไปตรวจร่างกายอีกครั้งที่โรงพยาบาล แต่ตนไม่มั่นใจในปัสสวะตนเองที่ตำรวจเอาไปตรวจ จึงขอให้พยาบาลที่โรงพยาบาลที่ตนไปตรวจนั้น ดำเนินการตรวจปัสสาวะใหม่อีกครั้ง ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเดียวกัน แต่การตรวจต้องใช้เวลา ทำให้ระหว่างนั้นตำรวจส่งตนไปศาล ซึ่งตนก็ยืนยันต่อศาลว่าไม่ได้เสพยามาอย่างแน่นอน และขอประกันตัวในชั้นศาลออกมาสู้คดี แต่ระหว่างรอผลตรวจร่างกายและสู้คดี ตนก็ต้องไปบำบัดยาเสพติด ซึ่งทำให้ตนเองเสียงาน ลาบ่อย จนถูกไล่ออก จนกระทั่งวันส่งฟ้อง ตนก็มาศาล ศาลพิพากษาไม่สั่งฟ้องและคืนเงินประกัน
ส่วนผลตรวจร่างกายโดยละเอียดที่ออกมาจากโรงพยาบาลก็ระบุว่าไม่มีสารเสพติดในร่างกาย คราวนี้ตนก็เข้าใจว่าเรื่องคดีน่าจะจบลงเพราะศาลไม่สั่งฟ้อง จากนั้นตนก็ออกมาสมัครงาน ทำได้ประมาณ 1-2 เดือนก็ถูกให้ออก เป็นอยู่แบบนี้หลายครั้งหลายปี จนกระทั่งปี 69 ตนไปสมัครไรเดอร์ก็ถูกถามว่ามีประวัติถูกดำเนินคดีมาหรือไม่ ตนก็บอกไปว่า ไม่มี เพราะเข้าใจว่าคดีจบไปหมดแล้วและตนก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่บริษัทของไรเดอร์บอกว่าพบประวัติถูกดำเนินคดีเมื่อปี 61 ตอนนั้นตนตกใจ จึงไปพบตำรวจที่ สน.ยานนาวา เพื่อขอให้เอาประวัติคดีออกจากระบบ ทางตำรวจก็แจ้งว่า ตำรวจคนที่ทำคดีได้ย้ายไปที่อื่นแล้ว และคดีก็ค้างอยู่ที่ สน. ไม่ได้มีการส่งเรื่องไปแก้ไขเอาชื่อออกให้ ซึ่งตำรวจที่ตามเรื่องให้ก็ได้รวบรวมหลักฐานเพื่อที่จะเอาชื่อออกให้ แต่ไม่นานตำรวจคนนั้นก็ย้ายไปที่อื่น ทำให้ตนเองไม่รู้จริงๆ ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะไม่เคยโดนคดีมาก่อนเลยไม่รู้ขบวนการขั้นตอนอะไรเลย
นายสีหราช ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า วันที่ตำรวจเรียกและขอตรวจปัสสาวะนั้น กระบอกที่ใส่ปัสสาวะอาจจะไม่สะอาด หรือมีการเจือปนปัสสาวะของบุคคลอื่นหรือไม่ จึงทำให้ปัสสาวะของตนเองเป็นสีม่วง อีกทั้งที่ตนเองขอพยาบาลตรวจใหม่กลับไม่มีสารเสพติด ทั้งที่ทั้งหมดเกิดขึ้นในวันเดียวกัน
ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เผยว่า สำหรับกรณีนี้ ตนเองจะประสานไปยัง พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ยานนาวา เพื่อดำเนินการติดตามให้ รวมถึงจะประสานไปยังโฆษก ตร. ในการให้เยียวยาผู้เสียหาย เพราะที่ผ่านมา มันเกิดความผิดพลาดทำให้ผู้เสียหายเสียโอกาสในการทำงาน
ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ยานนาวา ถึงกรณีดังกล่าว โดยชี้แจงว่า เหตุที่เรื่องคดีค้างในระบบยาวนานนั้น เกิดจากพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีในขณะนั้นย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่น โดยไม่ได้ทำเรื่องส่งรายงานผลกลับมา ส่งผลให้เอกสารสำนวนคดีหายไปจากระบบ เมื่อผู้เสียหายมาติดตาม เรื่องจึงไม่คืบหน้า โดยตอนนี้ตนได้สั่งการให้รวบรวมสำนวนใหม่ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้ทำเรื่องเสนอไปยังพนักงานอัยการ เรียบร้อยแล้ว โดยมีความเห็นควรให้ “ยุติเรื่อง” ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา ทางพนักงานอัยการได้ส่งหนังสือยุติเรื่องตอบกลับมาแล้ว ซึ่งทางผู้เสียหายก็รับทราบขั้นตอนนี้อยู่แล้วว่าทางตำรวจได้ดำเนินการทำหนังสือแจ้งไปยังกองทะเบียนประวัติอาชญากรเพื่อลบประวัติออกจากระบบทันที ซึ่งกระบวนการถอนชื่อใช้เวลาไม่นาน โดยในวันที่ 7 ก.ย. 69 เวลา 09.30 น. ตำรวจ สน.ยานนาวา ได้นัดหมายให้ผู้เสียหายมาพบเพื่อดำเนินการให้เสร็จสิ้นขั้นตอน.



