‘ปรากฏการณ์เอลนีโญ’ อาจฟังดูเป็นเรื่องของสภาพอากาศในระดับโลก ทว่าอันที่จริง ผลกระทบที่เกิดขึ้นสามารถไล่ต่อเนื่องไปตั้งแต่ผืนป่าและท้องทะเล ไปจนถึงภัยแล้ง ปะการังฟอกขาว น้ำแข็งขั้วโลก และชุมชนที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เมื่อปรากฏการณ์หนึ่งเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงอีกหลายด้าน การทำความเข้าใจสัญญาณจากธรรมชาติจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมตัวรับมือ

แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาถ่ายทอดผ่านงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ประจำปี 2569 ของศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช ภายใต้แนวคิด ‘EGCO BASE: Expedition Beyond El Niño’ โดยให้ผู้เข้าร่วมรับบทเป็นนักสำรวจและนักสืบสภาพภูมิอากาศ ออกตามหาคำตอบผ่านนิทรรศการและภารกิจที่พาไปสำรวจตั้งแต่ป่าฝนอเมซอน ทะเลทรายอัตตาคามา ทะเลออสเตรเลีย ไปจนถึงแอนตาร์กติกา ก่อนย้อนกลับมาดูผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนขนอม

งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ณ ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 กันยายน 2569 พร้อมจัดแสดง 4 นิทรรศการพิเศษ และ 6 ฐานกิจกรรมย่อยต่อเนื่องไปจนถึงวันเด็กแห่งชาติปี 2570 ผู้เข้าร่วมจะได้ตามหาสัญญาณจากธรรมชาติ เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และมองเห็นความเชื่อมโยงของปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก

แกะรอยจากโลก

เส้นทางเริ่มจากโซน ‘Living Planet’ ที่พาไปรู้จักความหลากหลายของระบบนิเวศผ่านป่าฝนอเมซอน ซึ่งมีบทบาทในการดูดซับคาร์บอนและรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ จากนั้นเข้าสู่โซน ‘Something is Wrong’ เพื่อทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของเอลนีโญจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก และผลที่ตามมาต่อระบบภูมิอากาศทั่วโลก

ถัดมาเป็นโซน ‘The Broken World’ ที่จำลองผลกระทบจากเอลนีโญผ่าน 4 พื้นที่ ได้แก่ ทะเลทรายที่เผชิญความแห้งแล้งรุนแรง วิกฤตปะการังฟอกขาว ผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่ง และการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งในแอนตาร์กติกา เส้นทางนิทรรศการจึงค่อยๆ พาผู้เข้าชมเห็นภาพตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ไปจนถึงผลที่เกิดขึ้นกับผู้คน

หนึ่งในพื้นที่จำลองคือทะเลทรายอัตตาคามา ประเทศชิลี ซึ่งนำเสนอผลกระทบของเอลนีโญต่อพื้นที่ที่แห้งแล้งอยู่เดิม พร้อมจำลองรถโรเวอร์ขององค์การนาซา ขณะที่โซนใต้ทะเลจำลองวิกฤตปะการังฟอกขาวในออสเตรเลีย ให้ผู้เข้าร่วมใช้อุปกรณ์จำลองสำรวจสภาพปะการัง

ส่วนหมู่บ้านแห้งแล้งนำข้อมูลและโครงสร้างสภาพแวดล้อมจริงจาก อ.ขนอม มาจัดแสดง เพื่อให้เห็นภาพว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในระดับโลกสามารถเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนไทยได้อย่างไร

ข้อมูลสู่การรับมือ

อีกส่วนของนิทรรศการพาไปดูบทบาทของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในการเตรียมรับมือความเสี่ยง ผ่านโซน ‘EGCO Expeditors War Room’ ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การสังเกตการณ์มหาสมุทร การคาดการณ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงการวางแผนในระดับชุมชน เพื่อให้เห็นว่าข้อมูลที่เก็บจากธรรมชาติสามารถนำมาใช้ติดตามความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและเตรียมรับมือภัยพิบัติได้

ในโซนแอนตาร์กติกา ผู้เข้าร่วมจะได้ทดลองเจาะเก็บตัวอย่างแกนน้ำแข็งจำลอง เรียนรู้วิธีศึกษาประวัติศาสตร์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทำความรู้จักเพนกวิน 4 สายพันธุ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น

ช่วงท้ายของเส้นทางเป็นกิจกรรม ‘Mission Tomorrow’ เปิดให้ผู้เข้าร่วมเสนอความคิดว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงโลกอย่างไร ข้อความทั้งหมดจะถูกประมวลผลและแสดงบนหน้าจอแบบสดภายในนิทรรศการ ทำให้ผู้เข้าร่วมได้ย้อนคิดถึงสิ่งที่เรียนรู้มาตลอดเส้นทาง และมองต่อไปถึงโลกในอนาคต

โรงไฟฟ้าสู่ศูนย์เรียนรู้

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมเกิดจากความร่วมมือระหว่างเอ็กโก กรุ๊ป โรงไฟฟ้าขนอม และบริษัท เอสโก้ ในกลุ่มเอ็กโก กับบริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) โดยนำโรงไฟฟ้าขนอม หน่วยที่ 1 ซึ่งยุติการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว มาปรับเป็นศูนย์เรียนรู้ตั้งแต่ปี 2562

ภายในศูนย์มีนิทรรศการถาวร 7 โซน ครอบคลุมเรื่องประวัติศาสตร์ไฟฟ้า กระบวนการผลิตไฟฟ้า การดูแลสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชน ขณะที่งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์จัดขึ้นต่อเนื่องทุกปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนและประชาชนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการทดลองและกิจกรรมที่ลงมือทำด้วยตัวเอง

‘ราเชนทร์ บุณยพิพัฒน์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จำกัด กล่าวว่า การทำความเข้าใจปัญหาสภาพภูมิอากาศต้องมองให้เห็นความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงรู้จักใช้ข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมรับอนาคต กิจกรรมครั้งนี้จึงต้องการให้เยาวชนเรียนรู้วิธีตั้งคำถาม และใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างมีเหตุผล

ด้าน ‘พินทุ์สุดา เปี่ยมปิติ’ ผู้จัดการส่วนกิจกรรมองค์กรและสังคม เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ของศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยปีนี้หยิบเอลนีโญมาเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อพาผู้เข้าร่วมสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทร ภูมิอากาศ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของผู้คน ผ่านการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ตั้งคำถาม ค้นหา และวิเคราะห์ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทักษะที่จะช่วยให้คนรุ่นใหม่รับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้

จากเอลนีโญที่เริ่มต้นในมหาสมุทร ไปจนถึงภัยแล้ง ปะการังฟอกขาว น้ำแข็งขั้วโลก และผลกระทบต่อชุมชน นิทรรศการของศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมพยายามทำให้ความเชื่อมโยงเหล่านี้เข้าใจได้ง่าย ผ่านการเรียนรู้ที่ให้ผู้เข้าร่วมเป็นคนลงมือค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง การรู้จักอ่านสัญญาณจากธรรมชาติและใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ จึงเป็นอีกทางหนึ่งในการเตรียมสังคมให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต