เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) พหลโยธิน กองบังคับการปราบปราม ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.เชาว์วัย ศานกมล รอง ผบก.ปอศ. พ.ต.ท.ไพศาล กลีบบัว รอง ผกก.(สอบสวน) กก.4 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม พ.ต.อ.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ต.ปิยะวัตร ปราบเสร็จ สว.กก.5 บก.ป. และ Mr.Noh Kwang-il อดีตเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมแถลงเปิดปฏิบัติการล่าหัวหน้าแก๊งต้มตุ๋นแดนกิมจิ (Korea Black Invest) บุกรวบ “นายฮัน” สัญชาติเกาหลีใต้ หนึ่งในผู้ต้องหาสำคัญ หลอกเพื่อนร่วมชาติลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ก่อนเชิดเงินรวมกว่า 147 ล้านบาท เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม นายฮัน อายุ 67 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 5029/2567 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2567 ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง” โดยจับกุมได้บริเวณบ้านพักใน ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

พ.ต.อ.เชาว์วัย ศานกมล รอง ผบก.ปอศ. เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี 2563 ผู้เสียหายสัญชาติเกาหลีได้รับการชักชวนจากผู้ต้องหา โดยแนะนำให้ลงทุนในที่ดินและอาคารชุดในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายฮัน ผู้ต้องหาซึ่งพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย อ้างว่าสามารถช่วยเหลือในการลงทุนซื้อที่ดินและคอนโดมิเนียม หรืออาคารชุดได้ ในครั้งแรกผู้เสียหายสนใจซื้อคอนโดมิเนียม โดยนายฮันให้ผู้เสียหายโอนเงินจำนวน 89 ล้านบาท เข้าบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งมี น.ส.นิชชิตา อายุ 57 ปี หนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งเป็นภรรยาของนายฮัน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทดังกล่าว

โดยผู้เสียหายเชื่อว่าบริษัทของกลุ่มผู้ต้องหาสามารถขายห้องชุดให้ได้ ต่อมาในครั้งที่สอง นายฮันพร้อมกลุ่มผู้ต้องหาได้ชักชวนผู้เสียหายให้ลงทุนซื้อที่ดินใน อ.ชะอำ เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมดำเนินการจัดตั้งบริษัทอีกแห่งหนึ่งขึ้น โดยอ้างในลักษณะว่าผู้เสียหายจะเข้าถือหุ้นและเป็นผู้มีอำนาจในบริษัทดังกล่าว เพื่อให้สามารถลงทุนถือครองอสังหาริมทรัพย์ได้ ผู้เสียหายจึงโอนเงินเพิ่มเติมอีกจำนวน 89 ล้านบาท เข้าไปยังบัญชีใหม่ที่จัดตั้งขึ้น โดยมี น.ส.นิชชิตา หนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหา เป็นกรรมการบริษัทเช่นกัน

ต่อมาภายหลังพบว่า บริษัทดังกล่าวไม่ได้นำเงินทั้งหมดไปลงทุนซื้อที่ดินตามที่กล่าวอ้างจริง ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งปัจจุบันมี 4 คดี 4 สำนวน รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 97.4 ล้านบาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้สืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านพักหรูในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงขอหมายค้นและวางแผนเข้าตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหา

เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติตามหลักยุทธวิธีและระดับการใช้กำลังในการเข้าตรวจค้น จนพบตัวนายฮัน สัญชาติเกาหลีใต้ ผู้ต้องหารายนี้ซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านหรูหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและแสดงหมายจับให้ผู้ต้องหาตรวจสอบ โดยผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับนี้มาก่อน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบ จากนั้นควบคุมตัวผู้ต้องหาไปจัดทำบันทึกจับกุมที่ สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการตรวจสอบข้อมูลคดีในฐานระบบพบว่า นายฮันกับกลุ่มผู้ต้องหาได้ก่อเหตุที่มีแผนประทุษกรรมในลักษณะเช่นเดียวกันอีก 3 คดี รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 147,579,278 บาท และทางการของประเทศเกาหลีใต้แจ้งว่า นายฮันยังก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวอีก 14 คดีในประเทศเกาหลีใต้

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. กล่าวว่า ในส่วนของกองบังคับการปราบปราม พบว่าผู้ต้องหามีการกระทำผิดในลักษณะเป็นเครือข่าย และก่อเหตุจำนวน 14 คดี มีมูลค่าความเสียหาย 1,047 ล้านบาท โดยรัฐบาลเกาหลีมีความต้องการตัวผู้ต้องหารายนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้น ผบช.ก. จึงสั่งการให้กองปราบปรามเร่งรัดไล่ล่าจับกุมตัวผู้ต้องหารายนี้ให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า นายฮันมีประวัติอาชญากรรมในประเทศเกาหลีหรือไม่ Mr.Noh Kwang-il อดีตเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ระบุว่า นายฮันเป็นบุคคลที่ถูกเนรเทศและไม่สามารถเข้ามาในประเทศไทยได้ พร้อมระบุว่าไม่แน่ใจว่านายฮันอยู่ในประเทศไทยมากี่ปี และน่าจะเข้ามาทางช่องทางที่ไม่ถูกต้อง โดยนายฮันมีคดีที่ถูกร้องทุกข์กับตำรวจเกาหลีประมาณ 14 คดี

นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาที่เป็นตัวเชื่อมกับนายฮัน ซึง ฮุน โดยมีลักษณะเป็นนักธุรกิจที่ต้องการลงทุนและต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยจะติดต่อผ่านผู้ต้องหา มีการเดินทางมาดูพื้นที่ และเป็นเหตุเกิดในประเทศไทย มีการแจ้งความที่ บก.ปอศ. 4 คดี โดยมีมูลค่าความเสียหาย 147 ล้านบาท

ส่วนกรณีคดีที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้กับ 4 คดีในประเทศไทย มีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ เจ้าหน้าที่ระบุว่า หากถามว่าซ้ำหรือไม่ ลักษณะจะเป็นคดีต่อเนื่อง โดยหากเสร็จสิ้นคดีในประเทศไทย ก็จะไปดำเนินการต่อที่ประเทศเกาหลีใต้

สำหรับกรณี 14 คดีที่ก่อเหตุในประเทศเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่ระบุว่า เนื่องจากประเทศเกาหลีใต้มีกฎหมาย PDPA จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ขณะที่มูลค่าความเสียหายรวมในประเทศเกาหลีใต้ในปัจจุบันยังไม่สามารถทราบได้ อย่างไรก็ตาม การจับกุมครั้งนี้พบหลักฐานสำคัญ ซึ่งตำรวจเกาหลีใต้จะนำไปสืบสวนต่อ

ผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่า เบื้องต้นสามารถยึดทรัพย์หรือพบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินในประเทศไทยหรือไม่ เจ้าหน้าที่ระบุว่า เบื้องต้นพบว่าภรรยาของนายฮันมีเงินสด และสามารถอายัดเงินได้จำนวน 8.4 ล้านบาท ส่วนประเด็นการฟอกเงินเป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบ โดยคดีในช่วงแรกมีผู้เสียหายเพียงรายเดียวเข้ามาแจ้งความ ก่อนที่จะมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝากประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชนให้ระมัดระวังการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และตรวจสอบข้อมูลบริษัท ผู้รับผิดชอบ รวมถึงรายละเอียดการลงทุนให้รอบคอบก่อนตัดสินใจโอนเงิน