เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 ก.ย. 69 ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัย (Situation Awareness Team: SAT) ครั้งที่ 26/2569 เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ การรายงานสถานการณ์ภัย การแก้ไขปัญหาและการให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ พื้นที่จ.ปราจีนบุรี และจ.นครนายก โดยมีผู้บริหาร ปภ. ผู้แทนศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เข้าร่วมประชุม ณ ที่ตั้ง และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
นายชัยรัตน์ เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 8–11 ก.ย. 2569 ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์และระดับน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมบุคลากร เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ให้พร้อมช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์ภัย ซึ่งเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ปภ. ได้ประชุมซักซ้อมการจัดตั้งห้องปฏิบัติการ (War Room) ประจำศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต โดยเน้นย้ำเรื่องการจัดทำเกณฑ์เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยรายจังหวัด โดยบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานด้านชลประทาน อุตุนิยมวิทยา อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายชัยรัตน์ เปิดเผยว่า หากมีแนวโน้มว่าสถานการณ์รุนแรงขึ้น ให้รีบประสานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อให้ประสานงานแจ้งเตือนและช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ได้ประสานแจ้งเตือนไปยัง 71 จังหวัด ทั่วทุกภาคของประเทศ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 8–13 ก.ย. 69 พร้อมขอให้จังหวัดที่ได้เกิดสถานการณ์อุทกภัยในห้วงที่ผ่านมา เร่งจัดประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) เพื่อจะได้จัดส่งข้อมูลมายัง ปภ. ตรวจสอบและจัดส่งให้ธนาคารออมสินดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือ 9,000 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 69 ต่อไป

“ขอให้จังหวัดที่เกิดสถานการณ์ ให้บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอาสาสมัคร ผ่านกลไกศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด เพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก พร้อมดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครผู้ปฏิบัติงาน พร้อมจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมรองรับประชาชนมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาหารและน้ำดื่มที่เพียงพอและถูกสุขลักษณะ รวมถึงดูแลเส้นทางคมนาคม หากเส้นทางมีน้ำท่วมสูงหรือไม่ปลอดภัย ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปิดเส้นทาง ติดตั้งป้ายเตือน และจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก หากสถานการณ์มีความรุนแรงและต้องการขอรับการสนับสนุนทรัพยากรเพิ่มเติม หรือพื้นที่เข้าถึงยาก ต้องการขอรับสนับสนุนทางอากาศยาน KA-32 ให้ประสานแจ้งมายัง ปภ. ทันที” นายชัยรัตน์ รองอธิบดี ปภ. กล่าว
สำหรับจังหวัดที่ยังไม่เกิดสถานการณ์ ให้เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง พร้อมตรวจสอบระบบสาธารณูปโภคให้พร้อมใช้งาน เร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตรวจสอบแนวป้องกันน้ำท่วมและสถานีสูบน้ำ รวมถึงติดตามปริมาณฝนและระดับน้ำทั้งในพื้นที่ต้นน้ำและจังหวัดข้างเคียงอย่างใกล้ชิด พร้อมประชาสัมพันธ์สถานการณ์ เส้นทางอพยพ จุดจอดรถ ศูนย์พักพิง และแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดภัยให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที.



