วานนี้ (7 ก.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกระแสนิยมใหม่ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวจีนที่หันไปพึ่งพาการแพทย์แผนโบราณของจีน (Traditional Chinese Medicine หรือ TCM) เพื่อรักษาโรคเรื้อรังและดูแลสัตว์เลี้ยงสูงวัยในช่วงท้ายของชีวิต
รายงานข่าวระบุว่า บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีน แฮชแท็ก #petTCM มียอดเข้าชมมากกว่า 5 ล้านครั้ง สะท้อนถึงความสนใจและการแบ่งปันประสบการณ์การรักษาสัตว์เลี้ยงด้วยวิธีแพทย์แผนจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เหตุผลหลักที่ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากหันมาพึ่งพาแพทย์แผนจีน เกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงที่ล้มป่วยของพวกเขาไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน หรือเนื่องจากเจ้าของต้องการวิธีการรักษาที่นุ่มนวลและมีผลข้างเคียงน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น สุนัขพันธุ์ผสมวัย 7 ปีในปักกิ่งที่ป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบรุนแรงและไม่หายขาดจากการกินยาแผนปัจจุบัน แต่หลังจากสัตวแพทย์แผนจีนทำการ “แมะ” หรือจับชีพจรที่ขาของมันและสั่งจ่ายยาจีนพร้อมปรับโภชนาการ อาการท้องเสียเรื้อรังกลับหายไปในเวลาเพียง 3 วัน
อีกกรณีหนึ่งเป็นสุนัขพูเดิลวัย 17 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งในกวางโจว เจ้าของได้เลือกการบำบัดด้วย “พิษผึ้ง” (Bee Sting Therapy) เพื่อช่วยลดอาการปวดและบวมอย่างนุ่มนวลแทนการรักษาที่ใช้ยาแรง นอกจากนี้ การนวด การลนยา (Moxibustion) และการฝังเข็ม ก็นับว่าเป็นวิธียอดนิยมในการฟื้นฟูเรี่ยวแรงและยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงในวัยชรา

สือต้ายู่ ผู้อำนวยการสมาคมย่อยเวชศาสตร์สัตว์เลี้ยงขนาดเล็กแห่งสมาคมสัตวบาลและสัตวแพทย์มณฑลกวางตุ้ง ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์กวางโจว เดลี ว่า ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของแพทย์แผนจีน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มนวลและมีผลข้างเคียงน้อยกว่า มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากประชากรสัตว์เลี้ยงที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย นอกจากนี้ ผลสำรวจในอุตสาหกรรมยังพบว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงยินดีที่จะลงทุนกับการดูแลสุขภาวะระยะยาวของสัตว์เลี้ยงมากขึ้นเรื่อยๆ
จากข้อมูลในงานเพ็ตแฟร์ เอเชียระบุว่า ปัจจุบันในประเทศจีนมีสุนัขและแมวในเขตเมืองที่มีอายุเกิน 7 ปี (ซึ่งถือว่าเข้าสู่วัยชรา) มากถึง 20 ล้านตัว หรือคิดเป็น 1 ใน 6 ของสัตว์เลี้ยงทั้งหมดในเขตเมือง สัตวแพทย์หลายแห่งจึงปรับตัว จากที่เคยเปิดเป็นคลินิกรักษาสัตว์ ก็หันไปเน้นการดูแลระยะยาวที่เปรียบเสมือน “บ้านพักวัยชรา” สำหรับสัตว์เลี้ยงในช่วงบั้นปลายของชีวิต
ในความเป็นจริง การแพทย์แผนจีนสำหรับสัตว์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณเมื่อชาวจีนเริ่มรักษาโรคให้ปศุสัตว์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยเพียง 6 แห่งในจีนที่เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีด้านสัตวแพทยศาสตร์แผนจีน โดยหมอสือตั้งข้อสังเกตว่า ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างแพทย์แผนจีนในคนและในสัตว์ คือสัตว์เลี้ยงไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาพูดได้ และโครงสร้างทางกายวิภาคก็แตกต่างจากมนุษย์ ความจริงข้อนี้จึงเรียกร้องความเชี่ยวชาญระดับสูงอย่างมากในสายงานนี้
นอกจากนี้ สมาคมสัตวแพทย์แห่งประเทศจีนยังตีพิมพ์เผยแพร่หนังสือแนวทางการฝังเข็มสำหรับสุนัขและแมวเป็นครั้งแรก พร้อมด้วยแผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาสัตวแพทยศาสตร์แผนจีนในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับอุตสาหกรรมนี้ให้มีความเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : scmp.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



