“บังซุป” ศุภชัย ใจสมุทร ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ทำตัวประดุจขุนกระบี่เดียวดาย ชี้แจงตอบโต้อยู่คนเดียว คนในพรรคเลือกจะเงียบ มีผู้ถูกกล่าวหาที่ออกมาโต้กลับก็แค่ “เสี่ยตึ่ง” นภิทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
เพื่อทุบหลายทาง กระบวนการเซาะกร่อนพรรคน้ำเงินไม่ได้ทำแค่เรื่องโยงเข้ากับฮั้ว สว. แต่ยังเล่นงานไปถึงบทบาทในสภา โดยสร้าง-เน้นย้ำภาพ ว่า “พรรครัฐบาลและพวกประธานสภา ปิดปากฝ่ายค้านในการตรวจสอบ” ตีปี๊บให้บางเหตุการณ์กลายเป็นเรื่องที่สังคมวิจารณ์หนัก อย่างกรณี “สส.ตี๋” ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด แล้วโดน “ประธานเปิ้ล” มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ปิดไมค์
สส.ตี๋ สบถ “ทุเรศฉิบหาย” แต่ชิงความได้เปรียบทางการสื่อสารได้ กลายเป็นว่า ประธานสภาทำเกินกว่าเหตุ เพราะ สส. กำลังอภิปรายความเดือดร้อนของประชาชนจากอากาศฝุ่นควันพิษ และร่างกฎหมายที่ สว. แก้ไขมา ก็ใช้ไม่ได้เอาซะเลย ที่ปิดไมค์เพราะ สส. วิจารณ์ สว. ใช่หรือไม่ และ สว. ก็เป็นพวกสีน้ำเงิน.. คนด่าประธานเปิ้ลไปแล้ว เจ้าตัวเพิ่งตั้งหลักได้ตอนเช้าและออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้ปิดไมค์เพราะปิดปาก แต่ต้องคุมกฎ ไม่ให้อภิปรายเกิน 5 นาที
วันต่อมา มีการประชุมที่ต้องพิจารณารายงานประจำปี 2567-2568 ของ กกต. ปรากฏว่านายซาการิยา สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย เสนอให้เลื่อนญัตติเรื่องปัญหาภาคใต้ขึ้นมาพิจารณาก่อน กลายเป็นวิวาทะในห้องประชุมสภา ทางฝั่งรัฐบาลอ้างว่า เป็นความจำเป็นเร่งด่วน ฝ่ายค้านรีบโต้ว่า ไม่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาล เกิดประทะเดือดเมื่อตัวตึงสภา “สส.ไอซ์”รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคส้ม ลงโรงมาเล่นด้วย
ตีแสกหน้ารัฐบาล “สิ่งที่เกิดขึ้น คือ การเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาอ้างเพื่อปกป้อง กกต. เพราะรัฐบาลไม่อยากให้อภิปรายรายงานของ กกต.” และว่า ครม.ไปสัญจรภาคใต้ แต่ไม่ไป 3 จังหวัด เพราะ “ครม.รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยรักตัวกลัวตาย” จนประท้วงกันวุ่นวาย สส.ไอซ์ ลงมาแถลงย้ำว่า นี่คือการเล่นการเมืองที่น่าเกลียดที่สุด อุบาทว์ที่สุด เอาความเดือดร้อนของประชาชนสามจังหวัดมาบังหน้า เพราะถ้าอภิปราย กกต. จะไปถึงการโกงครั้งมโหฬาร รัฐบาลปกป้อง กกต.
อภิปรายไปมา เกิดวิวาทะเกี่ยวกับญัตติ พรรคส้มกับประธานในที่ประชุมปะทะกันอีก เกี่ยวกับเรื่องญัตติซ้อน คราวนี้ประธานเปิ้ลปะทะรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคส้ม ฝ่ายค้านว่าประธานดึงดราม่า อย่าพยายามดึงเวลา เถียงกันถึงขั้นประกาศเมื่อไม่ขอโทษก็ไม่ต้องนับญาติกัน และรังสิมันต์ไม่ถอนคำพูด ..พฤติกรรมของฝ่ายค้านอาจถูกวิจารณ์ แต่ด้านหนึ่ง คือการทำให้เป็นประเด็น เพื่อประจานการทำหน้าที่ของประธานในที่ประชุมต่อสังคม
ให้เป็นข่าวเพื่อเห็นว่า รัฐบาลจะใช้กลไกสภาอย่างไรในการสกัดฝ่ายค้านพูด ปิดไมค์ เลื่อนญัตติ และฝ่ายค้านได้ต่อสู้อย่างเต็มที่ในทุกทาง ..ในเรื่องรายงาน กกต. ที่สุดแล้ว ขอให้จับตาการประชุมในวันที่ 10 ก.ย. อีกครั้ง ว่า จะมีโอกาสได้อภิปราย กกต. ก่อนวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. หรือไม่ หรือรัฐบาลจะหาทางเลี่ยงอีก เพราะกลัวถูกตีกระทบ ..กระแสประธานทำหน้าที่ไม่ชอบธรรมในห้องประชุมสภา จะถูกกระทุ้งต่อไปเรื่อย เพราะมันคือการดิสเครดิตภูมิใจไทยอีกทาง
รัฐบาลมั่นใจเกมสภาแค่ว่าตัวเองคุมเสียงข้างมาก แต่ปล่อยให้ภาพลักษณ์ตัวเองเสียเปรียบ ทีมหัวหมู่ทะลวงฟันก็มีแค่บังซุปคนเดียว เรื่องจะสร้างบทบาททางการเมืองที่ดี โชว์ผลงานก็เรื่องหนึ่ง แต่โต้ตอบข้อกล่าวหาได้น้อยมาก จะอธิบายว่าเรื่องฮั้ว สว. รัฐบาลไม่เกี่ยว นั่นก็แค่ตัดจบง่ายๆ แค่เรื่องเดียว ยังมีเรื่องอื่นมาอีกเป็นระยะ เอา “หมอเอก” เอกภพ เพียรพิเศษ อดีตลูกหม้อพรรคอนาคตใหม่มาเป็นโฆษก ก็ไม่รู้ว่าจะทำให้ทันเกมการสื่อสารได้แค่ไหน
เพราะที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ตอบโต้เรื่องข้อมูล แต่การใช้สื่อ “ทำการเมือง” ของรัฐบาลก็ด้อยกว่าพรรคส้มมาก.



