นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ว่า กระทรวงมหาดไทยเตรียมเสนอเรื่องมายังกระทรวงการคลังพิจารณาในช่วงปลายสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้า เพื่อขอใช้งบ 50,000 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยรูปแบบการสนับสนุน รัฐบาลจะใช้วงเงินอุดหนุนประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือนให้แก่ประชาชน ทั้งกรณีติดตั้งบนหลังคาและบนพื้นดิน มีเป้าหมายเริ่มต้นที่ 1 ล้านครัวเรือน และอยู่ระหว่างพิจารณาขยายความสามารถในการรองรับเป็น 1.5 ล้านครัวเรือนคิดเป็นวงเงิน 75,000 ล้านบาท  ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ในช่วงกลางเดือน ต.ค. นี้ เป็นต้นไป ยาวจนถึงสิ้นปีหน้า

สำหรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ จะใช้ “มิเตอร์ไฟฟ้า” เป็นเกณฑ์สำคัญในการตรวจสอบความพร้อม โดยการไฟฟ้าฯ จะดำเนินการติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์ เพื่อรองรับการขายไฟคืนเข้าระบบ รวมถึงการพัฒนาสมาร์ตกริด ขยายสายส่ง และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อยกรับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของประเทศ นอกจากนี้ ประชาชนไม่จำเป็นต้องสำรองเงินจ่ายก่อน เนื่องจากเป็นการจับมือร่วมกันระหว่างการไฟฟ้ากับสถาบันการเงินรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ด้านผลตอบแทนสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ในกรณีที่ใช้ไฟฟ้าน้อยและสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินได้มากกว่า จะมีรายได้ต่อเนื่องยาวนาน 25-30 ปี ตามอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ โดยจากการคำนวณเบื้องต้นสำหรับขนาด 5 กิโลวัตต์ คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน โดยเงินจากการขายไฟฟ้าคืนให้การไฟฟ้า จะนำมาหักชำระเงินกู้ให้กับสถาบันการเงินที่กู้

“วงเงินรวมราว 5 หมื่นล้านบาท โดยถือว่าน้อยกว่างบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีที่ผ่านมา ที่ใช้เงินถึง 60,000 ล้านบาท แต่สามารถช่วยสร้างรายได้ให้ครัวเรือนต่อเนื่องยาวนาน 25–30 ปี ตามอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นแนวทางในการ “ซ่อมและสร้าง” เศรษฐกิจไทยไปพร้อมกัน เพราะในวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าไฟปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้บริโภคพลังงานให้กลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ระยะยาว”

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลยังเตรียมความพร้อมด้านการสร้างงานและการผลิตภายในประเทศ โดยร่วมกับกระทรวงแรงงานจัดฝึกอบรมทักษะการประกอบ ติดตั้งและบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ให้แก่คนไทย ขณะเดียวกันได้หารือกับบีโอไอ ในการปรับลดภาษีศุลกากรสำหรับวัตถุดิบนำเข้าที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ เช่น เซลล์โซลาร์เซลล์ เพื่อหนุนโรงงานไทยที่มีศักยภาพอยู่แล้ว 7–8 แห่ง ให้กลับมาผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศได้ โดยมาตรการลดภาษีดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากจีนแม้จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนตามข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่จะช่วยสร้างการจ้างงานและฐานอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนในประเทศไทยต่อไป