สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ว่า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน อัตราค่าขนส่งสินค้า เบี้ยประกันภัย และข้อจำกัดด้านการเงินที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ทำให้เอสเอ็มอีต้องแบกรับภาระหนักกว่า และตกอยู่ในความเสี่ยงมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ที่สามารถกระจายซัพพลายเออร์ ตลาด และแหล่งเงินทุนได้
รายงานระบุว่า เอสเอ็มอีคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของธุรกิจทั่วโลก, 70% ของการจ้างงาน และ 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของโลก นั่นหมายความว่า ภาวะชะงักงันอาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางเกินกว่าเส้นทางการขนส่งทางเรือ
When a disruption in the Strait of Hormuz pushes up energy and shipping costs, the cost of credit decides who stays in global trade.
— UN Trade and Development (@UNCTAD) September 8, 2026
A small business in a developing economy borrows at 15.8%. In a developed economy, 6.3%.
➡️ Read the analysis: https://t.co/Ioh7sF0FSP pic.twitter.com/LsvJMP1IZr
อังค์ถัดเตือนว่า ภาวะชะงักงันในช่องแคบฮอร์มุซอาจก่อให้เกิด “ผลกระทบจากการกีดกันเอสเอ็มอี” ซึ่งบริษัทขนาดย่อมอาจถูกบังคับให้ลดระดับการผลิต ชะลอการลงทุน หรือออกจากห่วงโซ่คุณค่า แม้ปริมาณการค้าโดยรวมจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในที่สุดก็ตาม
“ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงการค้าที่ชะลอตัวทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ว่าบริษัทขนาดย่อมอาจถูกผลักออกจากห่วงโซ่คุณค่า แม้การค้าโดยรวมเริ่มฟื้นตัวก็ตาม” นายมาร์เซโล ริซี โฆษกของอังค์ถัด กล่าว
นอกจากนี้ อังค์ถัดระบุเสริมว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ สะท้อนให้เห็นแล้วในราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ปริมาณการขนส่งทางเรือที่ลดลง และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักเป็นพิเศษต่อเอสเอ็มอี ที่มีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงกว่าอยู่แล้ว เช่น ค่าไฟฟ้า และการปฏิบัติตามกฎระเบียบการนำเข้า เมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



