เมื่อวันที่ 9 ก.ย.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ร่วมกับโรงเรียนบ้านอากาศ จัดงานมหกรรมวิชาการโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับประถมศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ โรงเรียนบ้านอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ สู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21” โดยมีผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
ดร.ฐิตินันท์ นันทะศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 กล่าวว่า การจัดมหกรรมวิชาการครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดเวทีให้โรงเรียนศูนย์และโรงเรียนเครือข่ายได้นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ ตลอดจนส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การสืบเสาะ การทดลอง การทำโครงงาน การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์
สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มี โรงเรียนศูนย์โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ จำนวน 4 โรงเรียน และโรงเรียนเครือข่าย จำนวน 40 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 44 โรงเรียน จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ เข้าร่วมจัดแสดงผลงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนพลังความร่วมมือของเครือข่ายทางการศึกษาที่มุ่งยกระดับคุณภาพผู้เรียนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ภายในงานมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งฐานกิจกรรมตามหลักสูตรวิทยาศาสตร์พลังสิบ นิทรรศการ โครงงานวิทยาศาสตร์ ผลงานนวัตกรรมของนักเรียน การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และ Science Show โดยโรงเรียนบ้านอากาศ ซึ่งเป็นโรงเรียนศูนย์โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับประถมศึกษา ได้นำเสนอฐานการเรียนรู้สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 อาทิ “เรขาคณิตแปลงร่าง” “ออกลายมาเลย” “เสียงมองเห็นได้” “UNO พลังงานหมุนเวียน” “บิงโกโซ่อาหาร” “นมเจ้าปัญหา” และกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะผ่านการทำสไลม์ รวมถึงการจัดแสดงโครงงานวิทยาศาสตร์
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานจาก บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ระดับประถมศึกษา อาทิ โครงงานพัดลมมินิ กิจกรรมรถของเล่น กิจกรรม “หิมะหน้าร้อน” และ “ไข่แกะง่ายสบายมือ” ตลอดจนกิจกรรมจากห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และกิจกรรมบูรณาการวิทยาศาสตร์กับศิลปะในรูปแบบ Art Zone
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ ศูนย์การเรียนรู้พัฒนานวัตกรรมด้าน AI และหุ่นยนต์ ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์เพื่อการศึกษา ผ่านกิจกรรม “การเรียนรู้ AI บนโลกคู่ขนานการศึกษา” และ “หุ่นยนต์กู้ภัยตามภารกิจ” สะท้อนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาบูรณาการกับการจัดการเรียนรู้ เพื่อเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
ด้าน ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ การพัฒนานวัตกรรม และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงจำเป็นต้องพัฒนาผู้เรียนให้ “คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง” พร้อมเน้นย้ำแนวทางการขับเคลื่อนโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ให้โรงเรียนศูนย์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางวิชาการของพื้นที่ เชื่อมโยงการพัฒนาครูและสนับสนุนโรงเรียนเครือข่าย ส่งเสริมให้ครูออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สืบเสาะ ทดลอง แก้ปัญหา และสร้างสรรค์โครงงาน ตลอดจนให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษานำข้อมูลจากการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลมาใช้พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ และขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ได้เตรียมความพร้อมก่อนการจัดงาน เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยประชุมชี้แจงคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้อง ทบทวนรูปแบบการจัดงาน แบ่งมอบภารกิจ ตรวจสอบพื้นที่จัดนิทรรศการ ฐานกิจกรรม ระบบแสง เสียง และโสตทัศนูปกรณ์ ตลอดจนตรวจสอบความพร้อมของโรงเรียนศูนย์และโรงเรียนเครือข่าย เพื่อให้การจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ การจัดมหกรรมวิชาการโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับประถมศึกษา ครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีจัดแสดงผลงาน แต่ยังเป็น เวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายทางวิชาการ เปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง แสดงศักยภาพ และนำองค์ความรู้ไปต่อยอด พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างโรงเรียนศูนย์และโรงเรียนเครือข่าย เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นของผู้เรียนให้พร้อมก้าวสู่โลกศตวรรษที่ 21 อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน



