สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ว่า การที่อิหร่านยึดโดรนใต้น้ำของกองทัพสหรัฐได้ เปิดโอกาสให้รัฐบาลเตหะรานศึกษาระบบและอาจถอดแบบเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นความเสียหายต่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐและบริษัทแอนดูริล ที่เป็นผู้ผลิต
โดรนดังกล่าวเป็นยานใต้น้ำไร้คนขับ “ไดฟ์-แอลดี” (Dive-LD) สำหรับภารกิจลาดตระเวนระยะไกลและปฏิบัติการใต้น้ำ โดยเป็นหนึ่งในโดรนทหารรุ่นใหม่ที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้นานหลายวันโดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม
แม้กองทัพสหรัฐและแอนดูริลพยายามลดทอนความสำคัญของเหตุการณ์ โดยเน้นว่า โดรนไดฟ์-แอลดี ลำที่สูญหาย เป็นรุ่นเก่าที่เกิดขัดข้อง แต่สหรัฐเคยถือว่า การสูญเสียโดรนล้ำสมัยให้อิหร่าน เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างมาก
Iran likely to reverse-engineer captured US underwater drone https://t.co/7LLQNt2tSA https://t.co/7LLQNt2tSA
— Reuters (@Reuters) September 9, 2026
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 อิหร่านเคยยึดโดรนลาดตระเวนล่องหน “อาร์คิว-170 เซนทิเนล” ของสหรัฐ และอ้างในเวลาต่อมาว่าสามารถถอดแบบเทคโนโลยี ก่อนเปิดตัวโดรนที่พัฒนาขึ้นเองโดยมีรูปแบบใกล้เคียงกัน
แม้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า อิหร่านไม่น่าจะได้เปรียบทางทหารอย่างเด็ดขาดจากโดรนที่ยึดได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นชัยชนะด้านการโฆษณาชวนเชื่อ และเป็นความเสียหายต่อภาพลักษณ์ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ระบบซอฟต์แวร์ของโดรนมีมาตรการป้องกันในตัว ทำให้อิหร่านอาจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ทั้งหมด
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทแอนดูริล ระบุว่า ยานไดฟ์-แอลดี สามารถปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องได้นานถึง 10 วัน โดยไม่ต้องกลับฐาน และได้รับการออกแบบให้ดำลงไปได้ลึกถึง 6,000 เมตร หรือประมาณ 19,700 ฟุต
ส่วนเว็บไซต์ DefenseScoop.com ซึ่งนำเสนอข่าวด้านกิจการทหารของสหรัฐ เคยรายงานเมื่อปี 2567 ว่า ไดฟ์-แอลดี แต่ละลำมีราคาประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 82.30 ล้านบาท).
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



