เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือ สภาพัฒน์) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Silver Economy: ปลดล็อกพลังสูงวัย สู่ Productive Aging” เพื่อเปิดมุมมองต่อศักยภาพและโอกาสของผู้สูงอายุในโลกการทำงาน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถพัฒนาทักษะ เข้าถึงงานที่เหมาะสม และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้ตามศักยภาพ โดยข้อเสนอจากการประชุมฯ จะนำไปประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาและการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575)

การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าในปี 2576 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) มีประชากรสูงอายุประมาณร้อยละ 28 ขณะที่ประชากรวัยแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อทั้งกำลังแรงงาน ระบบเศรษฐกิจ สวัสดิการ และความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ

นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการ สศช. ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายดังกล่าวผ่านข้อมูลบัญชีกระแสการโอนประชาชาติ (National Transfer Accounts: NTA) ว่า หากออกจากการทำงานเมื่ออายุ 60 ปี และมีชีวิตต่อไปอีกประมาณ 20 ปี จะยังมีค่าใช้จ่ายตลอดช่วงชีวิตที่เหลือเกือบ 3 ล้านบาท โดยแหล่งทรัพยากรสำหรับรองรับค่าใช้จ่ายในวัยสูงอายุประมาณร้อยละ 64 ต้องอาศัยทรัพย์สินและเงินออม ขณะที่เกือบร้อยละ 27 ยังมาจากรายได้จากการทำงาน และเงินโอนจากภาครัฐมีประมาณร้อยละ 9 สะท้อนความสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้านรายได้และการออม ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ผู้ที่ยังพร้อมและต้องการทำงานสามารถสร้างรายได้ต่อไปได้

ภายใต้บริบทดังกล่าว แนวคิด Silver Economy จึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียง “เศรษฐกิจที่สร้างขึ้นเพื่อผู้สูงอายุ” ในฐานะผู้บริโภคสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ควรรวมถึง “เศรษฐกิจที่ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมสร้างขึ้น”ในฐานะผู้ผลิตและผู้สร้างคุณค่า โดยนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิตกลับมามีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน เศรษฐกิจ และสังคมตามศักยภาพของแต่ละคน

ทีมข้าราชการรุ่นใหม่สภาพัฒน์ โดยนายพีรพล ศรนารา นางสาวอชิรญา ไสยสุคนธ์ และนางสาวภาสินีสร เสมคำ ได้นำเสนอผลการศึกษาในหัวข้อ “ผู้สูงวัยไทยในโลกการทำงาน: สถานการณ์ ศักยภาพ และโอกาสที่สร้างได้”
โดยมีข้อค้นพบและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ ดังนี้


ผู้สูงอายุจำนวนมากยังทำงาน แต่ “มีงานทำ” ยังไม่เท่ากับ “มีงานที่ดี”

จากการวิเคราะห์ของ สภาพัฒน์ พบว่า อายุ 60 ปีไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดการทำงาน ปัจจุบันมีผู้สูงอายุประมาณ 6.7 ล้านคนที่ยังทำงานอยู่ และอีกประมาณ 1.2 ล้านคนที่พร้อมทำงานแต่ยังไม่มีงานทำ โดยผู้ที่ยังทำงานส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าครัวเรือน จบการศึกษาระดับประถมหรือต่ำกว่า และทำงานในภาคเกษตร ขณะที่เกือบร้อยละ 40 ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมีรายได้จากการทำงานเฉลี่ยเพียงประมาณ 83,000 บาทต่อปีซึ่งใกล้เคียงกับรายจ่าย สะท้อนว่า สำหรับผู้สูงอายุจำนวนหนึ่ง การทำงานต่อยังสัมพันธ์กับ ความจำเป็นทางเศรษฐกิจและภาระครอบครัว

อย่างไรก็ตาม การมีงานทำเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากงานมีรายได้ต่ำ ขาดความมั่นคง หรือไม่เหมาะกับศักยภาพและข้อจำกัดตามวัย เป้าหมายจึงไม่ใช่การผลักดันให้ผู้สูงอายุทุกคนทำงานให้นานที่สุด แต่คือการสร้างทางเลือกให้ผู้ที่ยังพร้อมและต้องการทำงานสามารถทำงานที่เหมาะสม มีคุณภาพ และสร้างรายได้ ขณะที่ผู้ที่ไม่สามารถทำงานต่อได้ยังต้องได้รับหลักประกันและการดูแลอย่างเพียงพอ

โจทย์นี้ยิ่งสำคัญเมื่อโลกของงานกำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยี AI การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการขยายตัวของเศรษฐกิจการดูแล (Care Economy) ซึ่งทำให้ทั้งประเภทงานและทักษะที่ตลาดต้องการเปลี่ยนไปโดยนอกจากทักษะด้านเทคโนโลยีแล้ว การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานกับคน การสอนและเป็นพี่เลี้ยง รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะมีความสำคัญมากขึ้น ขณะที่ทั้งงานใหม่ด้านเทคโนโลยี งานสีเขียว และงานด้านการดูแล ตลอดจนงานเดิมบางประเภท ยังมีแนวโน้มเติบโต จึงเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการ ต่อยอดทักษะและประสบการณ์ของผู้สูงวัยให้เชื่อมกับงานในโลกใหม่


ไทยมีมาตรการหลายด้าน แต่ยังมีช่องว่างจาก “มีนโยบาย” ไปสู่ “มีโอกาสจริง”

ประเทศไทยมีมาตรการรองรับการทำงานของผู้สูงอายุในหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมการจ้างงาน การพัฒนาทักษะ การจับคู่คนกับงาน การสร้างหลักประกันรายได้ และการปรับสภาพแวดล้อม แต่ยังมีช่องว่างในการนำไปสู่โอกาสการทำงานจริง ทั้งแรงจูงใจที่ยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจจ้างของนายจ้าง การพัฒนาทักษะที่ยังเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดและงานจริงได้จำกัด รวมถึงช่องทางจับคู่งานที่ยังนำไปสู่การจ้างงานผู้สูงอายุได้ไม่มากนัก

โครงสร้างงบประมาณสะท้อนภาพดังกล่าวเช่นกัน โดยในปีงบประมาณ 2568 มีการเบิกจ่ายงบประมาณด้านผู้สูงอายุประมาณ 2.06 แสนล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่ในกลุ่มสวัสดิการและหลักประกันรายได้ ขณะที่งบประมาณเพื่อส่งเสริมโอกาสด้านทักษะ การมีงานทำ และการจ้างงานยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย ทั้งนี้การดูแลและหลักประกันยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ควรดำเนินควบคู่กับการสร้างทางเลือกให้ผู้ที่ยังพร้อมและต้องการทำงานสามารถสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้

บทเรียนจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า การสร้างทางเลือกให้ผู้สูงวัยทำงานต่อสามารถทำได้หลายทาง ตั้งแต่การทำให้งานและการเกษียณยืดหยุ่น อาทิ ระบบ Phased Retirement ในยุโรปที่ให้ลดเวลาทำงานควบคู่กับการรับบำนาญบางส่วน การออกแบบงานให้เหมาะกับศักยภาพและวัย ดังเช่นในกรณีของญี่ปุ่นที่ใช้เทคโนโลยีทุ่นแรง ลดงานที่ใช้กำลังกาย และปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน ตลอดจนการต่อยอดประสบการณ์ให้เป็นแต้มต่อ โดยเกาหลีใต้พบว่า ในช่วงที่ AI มีบทบาทมากขึ้น การจ้างงานคนอายุ 50 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีการใช้ AI สูง สะท้อนว่า ความรู้จากประสบการณ์ ความเข้าใจบริบท และทักษะการทำงานกับคนยังสามารถสร้างคุณค่าในโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ หลายประเทศยังมีมาตรการ กระตุ้นความต้องการจ้างจากฝั่งนายจ้าง ผ่านเงินสนับสนุนการปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน การลดภาระเงินสมทบ และการอุดหนุนค่าจ้าง


จาก “มีศักยภาพ” สู่ “ฝึกได้ จ้างได้ และไปต่อได้”

ข้อเสนอสำคัญจากการประชุมอยู่ที่การสร้างระบบที่สามารถเปลี่ยนศักยภาพของผู้สูงอายุให้กลายเป็นโอกาสในการทำงานจริง ผ่าน 3 เงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นและเชื่อมต่อกัน ได้แก่ “ฝึกได้” มีระบบพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ตลาด สามารถรับรองและต่อยอดประสบการณ์เดิมไปสู่งานจริง “จ้างได้” มีเงื่อนไขที่ทำให้นายจ้างเห็นคุณค่าและความคุ้มค่าของการจ้าง พร้อมลดต้นทุนและข้อจำกัด และ “ไปต่อได้” มีรูปแบบงาน เวลาเกษียณ สถานที่ทำงาน การจับคู่งาน และระบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่นและเหมาะกับช่วงชีวิต

ในมิติ “ฝึกได้” คุณจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ชี้ว่า ผู้สูงอายุมีทั้งประสบการณ์ ทัศนคติ และคุณลักษณะจากการทำงานที่เป็นแต้มต่อ แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้สิ่งที่สะสมมาเหล่านี้กลายเป็นคุณค่าที่พิสูจน์และมองเห็นได้ในตลาดแรงงาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพจึงนำระบบเทียบโอนประสบการณ์การประเมินสมรรถนะ และการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพมาใช้ เพื่อให้นายจ้างเห็นว่าผู้สูงอายุสามารถ “ทำอะไรได้จริง” มากกว่าพิจารณาเพียงว่าเคยทำงานมากี่ปี ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุยังสามารถต่อยอดอาชีพเดิมด้วยทักษะดิจิทัลและ AI หรือเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อเปลี่ยนอาชีพ โดยมีแพลตฟอร์ม e-Workforce Ecosystem ช่วยเชื่อมโยงตั้งแต่การแนะแนว การฝึกอบรม การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน ไปจนถึงการจับคู่กับตำแหน่งงาน

ในมิติ “จ้างได้” ดร.ปาริชาต มั่นสกุล กรรมการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด ถ่ายทอดประสบการณ์จากโครงการ CJ Senior Plus ซึ่งเริ่มต้นจากพนักงานสูงวัยเพียง 5 คน ก่อนขยายเป็นมากกว่า 2,000 คน โดยพบว่า การจ้างผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงการที่องค์กร “ให้โอกาส” แก่ผู้สูงวัย แต่ องค์กรเองก็ได้รับคุณค่ากลับมาจากการจ้างงาน ทั้งความรับผิดชอบ ความเอาใจใส่ และความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผู้สูงอายุมีความคุ้นเคยและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ทำให้ ธุรกิจสามารถเชื่อมโยงกับลูกค้าและชุมชนได้ใกล้ชิดมากขึ้น การจ้างผู้สูงอายุจึงสามารถสร้างคุณค่าให้ทั้งแก่ตัวผู้สูงอายุ องค์กร และชุมชนไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม การดึงศักยภาพดังกล่าวออกมาใช้จำเป็นต้อง ออกแบบงานให้เหมาะกับคน ทั้งเวลาทำงานและเวลาพักที่ยืดหยุ่น อุปกรณ์ที่ช่วยสนับสนุนการทำงาน และการพิจารณาความสามารถจริงมากกว่าการยึดวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรปรับเงื่อนไขให้เอื้อต่อการจ้างงานมากขึ้น ทั้งการพัฒนาหลักเกณฑ์ ค่าจ้างรายชั่วโมง และการทบทวน สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการจ้างผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันกำหนดเงื่อนไขทั้งสัดส่วนลูกจ้าง รายได้ และอายุ โดยควรพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบทการจ้างงานจริง รวมถึงกรณีที่มีการเกษียณตั้งแต่อายุ 55 ปี เพื่อให้มาตรการสามารถสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างจ้างผู้สูงอายุได้มากขึ้นจริง

ส่วนมิติ “ไปต่อได้” คุณอุษา เสมคำ นักแสดงสูงวัยจากภาพยนตร์เรื่อง “หลานม่า” สะท้อนผ่านประสบการณ์ชีวิตว่า การเริ่มต้นเส้นทางอาชีพใหม่ไม่มีคำว่าสาย จากเดิมที่เป็นแม่บ้านและไม่เคยหารายได้ด้วยตนเอง ก่อนเริ่มเรียนรำเมื่ออายุ 77 ปี และได้รับโอกาสเข้าสู่งานโฆษณา จนต่อยอดสู่การแสดงภาพยนตร์ แม้ไม่มีประสบการณ์ด้านการแสดงมาก่อน แต่สามารถปรับวิธีเรียนรู้และฝึกฝนให้เหมาะกับตนเอง จนสามารถทำงานใหม่ได้สำเร็จการทำงานในวัยสูงอายุจึงไม่ได้สร้างเพียงรายได้ แต่ยังนำมาซึ่ง ความเป็นอิสระ ความสุข ความภาคภูมิใจ และโอกาสในการมีส่วนร่วมกับสังคม ปัจจุบันแม้อายุ 80 ปี ก็ยังคงพร้อมที่จะเรียนรู้และทำงานต่อไป

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานได้หารือถึงข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอุปสรรคด้านกฎหมายแรงงานและประกันสังคม อาทิ การจ้างงานต่อหลังเกษียณ การจ่ายค่าชดเชย การนับอายุงาน และการส่งเงินสมทบ จึงเสนอให้ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกัน ควบคู่ไปกับการปรับมาตรการจูงใจทางภาษีที่ยังมีข้อจำกัดเพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตลอดจนเสนอให้จัดทำฐานข้อมูลกลางของผู้สูงอายุที่ประสงค์จะทำงาน โดยเชื่อมโยงเข้ากับระบบการพัฒนาและรับรองทักษะ เพื่อให้นายจ้างสามารถเข้าถึงข้อมูลและจับคู่งานได้อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อสรุปสำคัญจากการประชุมจึงไม่ใช่การทำให้ “ผู้สูงอายุทุกคนต้องทำงานต่อ” แต่คือการสร้าง “ทางเลือก”ให้เหมาะกับความพร้อมและความต้องการของแต่ละคน ผู้ที่ต้องการการดูแลต้องมีหลักประกันที่เพียงพอ ขณะที่ผู้ที่ยังพร้อมและต้องการทำงานควรมีโอกาสเรียนรู้ พัฒนาทักษะ เข้าถึงงานที่เหมาะสม และสามารถสร้างรายได้และคุณค่าต่อไปได้ การขับเคลื่อน Silver Economy จึงต้องมองผู้สูงอายุไม่เพียงในฐานะผู้รับการดูแลหรือผู้บริโภค แต่ในฐานะ “ทุนมนุษย์” และผู้ร่วมสร้างเศรษฐกิจและสังคม โดยมีระบบที่ทำให้ผู้สูงวัย “ฝึกได้ จ้างได้ และไปต่อได้” อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้อายุที่เพิ่มขึ้นไม่จำเป็นต้องหมายถึงโอกาสที่ลดลง