สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ว่ากระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 167,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.53 ล้านล้านบาท) ลดลงอย่างมากจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่เป็นผลจากการปรับเปลี่ยนวันจ่ายสวัสดิการตามปฏิทินเป็นสำคัญ


ส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณสะสมในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่เกือบ 1.97 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 65.20 ล้านล้านบาท) แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงเดียวกันของปีงบประมาณก่อนหน้า


อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าการขาดดุลตลอดปีงบประมาณ 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1.775 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 58.74 ล้านล้านบาท) แล้ว


สำหรับเดือน ส.ค.เพียงเดือนเดียว การขาดดุลลดลง 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ส่วนใหญ่เป็นผลจากวันที่ 1 ส.ค. 2569 ตรงกับวันเสาร์ ทำให้การจ่ายเงินตามโครงการประกันสุขภาพเมดิแคร์และประกันสังคม ซึ่งตามปกติจ่ายในวันแรกของเดือน ถูกเลื่อนมาเป็นเดือน ก.ค.


หากปรับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าว การขาดดุลงบประมาณเมื่อเดือน ส.ค. จะอยู่ที่ราว 248,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.21 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากปีก่อน (ราว 232,000 ล้านบาท)


ด้านรายจ่ายของรัฐบาลกลางเมื่อเดือน ส.ค. ลดลง 24% อยู่ที่ 527,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17.44 ล้านล้านบาท) ขณะที่ภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะลดลง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 463,000 ล้านบาท)


แม้การลดลงของดอกเบี้ยส่วนหนึ่ง เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในการคำนวณเงินเฟ้อสะสม แต่เมื่อพิจารณาตลอดปีงบประมาณ รายจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 143,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.73 ล้านล้านบาท) หรือ 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ขณะที่รายได้รัฐบาลในเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 530,000 ล้านบาท) หรือ 5% สู่ระดับ 360,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.91 ล้านล้านบาท)


ตลอดปีงบประมาณ กระทรวงการคลังสหรัฐจัดเก็บภาษีศุลกากรได้ 292,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.68 ล้านล้านบาท) และคืนเงินไปแล้วราว 125,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.14 ล้านล้านบาท) ทำให้มีรายได้สุทธิ 167,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.54 ล้านล้านบาท)


ทั้งนี้ ศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อเดือน ก.พ. ปีนี้ ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรภายใต้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (ไออีอีพีเอ).

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS