เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งนัดฟังคำสั่งขั้นอุทธรณ์คดีที่นายปัญญา โตกทอง ตัวแทนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำพร้อมตัวแทนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 10 คน เป็นโจทก์ ฟ้องบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และกรรมการบริษัทที่เกี่ยวข้องอีกรวม 9 ราย เป็นจำเลย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2568 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้เป็นคดีแบบกลุ่ม โดยให้เหตุผลว่ามีการบรรยายคำฟ้องที่ชัดเจนและมีผู้เสียหายจำนวนมาก รวมถึงทนายความที่รับผิดชอบในคดีนี้ มีประสบการณ์ในการทำคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและลงพื้นที่ไปตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นมาแล้ว แต่ทางคู่ความคือบริษัทเอกชนกับจำเลยทั้ง 9 ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลจึงนัดฟังคำสั่งชั้นอุทธรณ์อีกครั้งในวันนี้
โดยในวันนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น อนุญาตให้ดำเนินคดีปลาหมอคางดำเป็นแบบกลุ่ม โดยศาลเห็นว่ากลุ่มชาวบ้านมีคุณสมบัติโดยชอบ ส่วนคำอุทธรณ์คัดค้านของจำเลยทั้ง 9 ฟังไม่ขึ้น

ภายหลังฟังคำสั่ง ว่าที่ ร.ต.สมชาย อามีน ประธานอนุกรรมการฝ่ายคดีสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติการ สภาทนายความ กล่าวว่า วันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับไว้เป็นคดีแบบกลุ่ม ยืนตามศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรับพิจารณาคดีแบบกลุ่ม พร้อมนัดชี้สองสถานในวันที่ 30 พ.ย. โดยวันนั้นศาลจะมีคำสั่งในคำร้องที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดี ว่าคดีที่รับดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นคดีสิ่งแวดล้อมหรือไม่ โดยศาลให้วางเงินจำนวน 50,000 บาท ซึ่งเป็นค่าใช่จ่ายในการประกาศหนังสือพิมพ์ 3 วันติดต่อกัน และค่านำส่งหนังสือบอกกล่าวสมาชิกกลุ่ม เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีแบบกลุ่ม คนที่เป็นสมาชิกบางคนอาจจะไม่เคยปรากฏชื่อมาก่อน แต่ได้รับความเสียหาย ซึ่งการฟ้องแบบกลุ่มจะผูกพันทุกคนที่เป็นสมาชิก ยกเว้นเมื่อศาลประกาศคำสั่งแล้วมีการถอนตัวก็จะหลุดจากสมาชิกกลุ่ม
ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีสิ่งแวดล้อม เนื่องจากจะมีผลภาระในการพิสูจน์จะตกเป็นของฝ่ายผู้ประกอบการ ถ้าศาลมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่มและคดีสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน ชาวบ้านจะได้เปรียบในการดำเนินคดี
ว่าที่ ร.ต.สมชาย กล่าวว่า ตนคาดว่าคดีนี้จะเริ่มพิจารณาสืบพยานปากแรกได้ภายในปี 2570 และเชื่อว่าศาลจะมีคำพิพากษาภายในปลายปี 2570 เช่นเดียวกัน แต่ในส่วนของจำนวนพยานตนยังไม่ขอเปิดเผย


