เมื่อวันที่ 15 ก.ย. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้รับรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย จากนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เตรียมจัดทำหนังสือประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอรายงานความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 ราย ไม่ว่าจะเป็นคำวินิจฉัยเบื้องต้นของวันที่ 14 ก.ย. 69 ที่ประธาน กกต. มีการแถลงต่อสื่อมวลชน และรวมไปถึงคำวินิจฉัยสำนวน ซึ่ง กกต. จะต้องจัดทำภายใน 60 วัน ซึ่งในส่วนของคำวินิจฉัยสำนวนนี้เองที่จะมีความละเอียดและชัดเจน เพื่อดีเอสไอจะได้นำเข้าสำนวนคดีเพื่อพิจารณา
จากนั้นจึงจะได้มีการนัดหมายประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ที่มีทั้งดีเอสไอ และพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน ร่วมทำการสอบสวน) เพื่อกำหนดประเด็นและหารือกัน โดยเฉพาะความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ว่าแต่ละกรรมการมีความเห็นอย่างไรบ้าง ระบุถึงพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องที่พบการกระทำและความเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานรายการใดบ้าง จากนั้นดีเอสไอจึงจะได้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตามประเด็นคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่กำหนดไว้
อาทิ ให้นำ 8 ผู้ต้องหาลอตแรกรวมเป็นสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่น นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบ นำเอกสารคำขอเปิดบัญชี เอกสารเคลื่อนไหวทางบัญชีของคณะบุคคล กลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิดมาประกอบ สอบเพิ่มในประเด็นที่มีหนังสือร้องขอความเป็นธรรม เป็นต้น โดยดีเอสไอจะต้องสอบสวนจนสิ้นกระแสความ เนื่องจากอัยการคดีพิเศษมองว่า มีสมาชิกกลุ่มคณะบุคคลผู้กระทำความผิดร่วมร่วมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับบุคคลจำนวนมาก มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ร่วมกันวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติฝ่ายวุฒิสภาโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
จึงอาจเข้าข่าย ว่ามีการ จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใดชอบด้วยกฎหมายให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือก หรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ทั้งยังมีการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงเป็นสาเหตุที่ดีเอสไอไม่สามารถสรุปสำนวนและสั่งฟ้องผู้ต้องหาอีกครั้งในจำนวน 8 รายเท่าเดิมไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษได้
ส่วนกรณีที่ประธาน กกต. ระบุถึงจำนวนผู้ถูกร้องในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ว่าจริง ๆ แล้วมีถึง 427 ราย ไม่ใช่ 229 รายนั้น ข้อมูลจริง ๆ ก็คือ ก่อนที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 จะมีมติดำเนินคดีผู้ถูกร้องจำนวน 229 ราย ส่งไปยังรองเลขาธิการ กกต. ซึ่งได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ กกต. ก็พบว่าในส่วนของ กกต. ได้มีการพิจารณาสำนวนอื่นด้วยตามที่มีผู้ร้องคัดค้านไว้ ที่ก็มีผู้ถูกร้องไว้เช่นเดียวกัน จึงทำให้จำนวนผู้ถูกร้องมีทั้งสิ้น 427 ราย ก่อนที่คณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 นี้ จะมีการพิจารณาดำเนินคดีเพียง 229 ราย ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ
สำหรับประเด็นที่ประธาน กกต. หยิบยกมาว่าคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) ไม่สามารถรับฟังได้ นับแต่คำให้การครั้งแรก เพราะเล็งเห็นว่าเป็นผู้ที่ถูกศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกในคดีการยักยอกทรัพย์ฯ ทั้งยังมีการกลับคำให้การในคดีฮั้ว สว. ไป-มา ส่งผลให้น้ำหนักในการรับฟังพยานปากนี้ไม่สามารถเชื่อถือได้ แม้ภายในรายงานการให้ปากคำของนายเอกราชต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะมีการระบุพฤติการณ์บุคคล รายชื่อบุคคล หมายเลขโทรศัพท์ ไทม์ไลน์วันที่และสถานที่ไว้อย่างชัดเจนก็ตาม แต่ก็ยังไม่ถูกรับฟังเข้าสู่สำนวน จนทำให้ กกต. ไม่สามารถมีมติดำเนินคดีกับรายชื่อ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย หรือผู้มีตำแหน่งทางการเมืองได้นั้น ต้องยอมรับว่าพยานรหัสที่ 16 รายนี้ (นายเอกราช ช่างเหลา) ได้มีการให้ปากคำในฐานะพยานทั้งในสำนวนของดีเอสไอ และในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ซึ่งก็เป็นการให้ปากคำที่เป็นข้อมูลสอดคล้องใกล้เคียงกัน
และในช่วงเวลาของการให้ปากคำครั้งแรก ๆ ของพยานรายนี้ ก็มีพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน ที่มาร่วมสืบสวนสอบสวนรับฟังอยู่ด้วย แต่ในภายหลังของการเริ่มกลับคำให้การ เจ้าตัวกลับส่งหนังสือขอแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเพียงจดหมาย 1 ฉบับ ทั้งนี้ พฤติการณ์ของพยานรหัสที่ 16 ที่มีการกลับคำให้การไปมา และคำให้การมีผลแตกต่างอย่างสิ้นเชิงนั้น ถือเป็นคำให้การที่มีนัยสำคัญโดยน้ำหนักของพยานเองอยู่แล้ว จึงอาจมองได้ว่าเป็นการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือพนักงานสอบสวนหรือไม่ ซึ่งเข้าข่ายมีความผิดฐานให้การเท็จ จึงต้องดูว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ของ กกต. ในฐานะเจ้าของสำนวน จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อพยานรายนี้หรือไม่
ส่วนประเด็นที่ประธาน กกต. ระบุว่า ยอมรับทำนองว่า กกต. ไม่ใช่ศาล แต่ก็ไม่ใช่บุรุษไปษณีย์ที่จะสามารถส่งทุกเรื่องคำร้อง คำคัดค้านไปยังศาลฎีกาฯ ได้โดยไม่กลั่นกรองก่อน พร้อมถามกลับว่า หาก กกต. ส่งทุกเรื่องไปยังศาลฯ โดยไม่กลั่นกรอง และให้ศาลฯ พิจารณาเอง จะมีพยานรายใดจะยินยอมไปให้การในชั้นศาลกับ กกต. บ้างหรือไม่ ถึงเวลาจะเหลือพยานกี่รายที่ไปกับ กกต. นั้น รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม สะท้อนความเห็นว่า กรณีที่ประธาน กกต. กล่าวเช่นนี้ มองว่าไม่ถูกต้อง เพราะการที่พยานจะเข้าสู่ชั้นศาลหรือไม่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ กกต. มีหน้าที่ติดตามพยานเพื่อเข้าสู่กระบวนการของศาล มิเช่นนั้น หากในคดีอาญาใด ๆ ที่มีคนให้การกับพนักงานสอบสวนตำรวจ เช่นนี้พนักงานสอบสวนก็จะมาคิดเหมือนกันได้ใช่หรือไม่ว่า ไม่ควรพิจารณาคำให้การของพยานปากนี้ เพราะเกรงว่าพอถึงเวลาเข้าสู่ชั้นศาล พยานจะมาหรือไม่มาให้การหรือไม่ หากคิดแบบนี้ สำนวนคดีอาญาก็คงไม่ต้องสั่งฟ้อง
ทั้งนี้ ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์ ได้ตรวจสอบรายชื่อผู้ต้องหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ ที่ได้มีการสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนหน้านี้ จำนวน 8 ราย เทียบกับรายชื่อซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย พบว่ามีจำนวน 6 ราย ที่ถูก กกต. ส่งดำเนินคดีด้วย ได้แก่ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย (เครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย) 2.นายสุบิน ศักดา (นักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช) 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร (ผู้บริหาร) 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดสุราษฎร์ธานี) 5.นายวงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์).



