กลายเป็นประเด็นร้อนที่สะเทือนทั้งวงการบันเทิงและข้อกฎหมายไทย เมื่อซูเปอร์สตาร์ระดับโลก “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” ไปปรากฏตัวในทอล์กโชว์ต่างประเทศชื่อดัง พร้อมโชว์โมเมนต์จิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกสื่อต่อหน้าผู้ชมทั่วโลก เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเหมาะสมในฐานะไอดอลของเยาวชนเท่านั้น แต่ยังจุดชนวนให้สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามถึง “พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” อีกครั้ง

ชนวนเหตุความดุเดือดเริ่มต้นขึ้นเมื่อแฟนเพจชื่อดังอย่าง “ประชาชนเบียร์” ได้ออกมาโพสต์ภาพลิซ่าขณะร่วมดื่มในรายการสากล พร้อมเปิดข้อความจี้ใจดำ สะท้อนถึงความย้อนแย้งของข้อบังคับในประเทศไทยว่า

“กฎหมายไทยควบคุมได้ขนาดไหน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เอาผิดใครได้บ้าง เอาผิดแล้วเขาจ่ายไหวไหม จ่ายเสร็จแบรนด์ใหญ่ๆ ก็ทำอีกอยู่ดี การห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยที่พยายามไม่ให้เห็นแบรนด์อะไรเลย มันมีอยู่เพื่อไม่ให้เห็นแบรนด์ของใคร”

โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ชาวเน็ตแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองว่าศิลปินผู้ทรงอิทธิพลควรระมัดระวังภาพลักษณ์ ขณะที่อีกฝ่ายชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของ มาตรา 32 ใน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดและสร้างความลำบากให้คนไทยในประเทศ แต่กลับไร้สภาพบังคับโดยสิ้นเชิงเมื่อภาพลักษณ์เหล่านี้ไปปรากฏบนเวทีสากล

ในอดีต สื่อไทยเคยอนุญาตให้โฆษณาเครื่องดื่มมึนเมาได้อย่างเสรี จนกระทั่งมีการตรา พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ในยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ โดยมี มาตรา 32 เป็นหัวใจหลักในการสั่งห้ามโฆษณา แสดงชื่อ โลโก้ หรือสื่อสารอวดอ้างสรรพคุณเพื่อชักจูงใจ โดยอ้างเหตุผลเพื่อปกป้องเยาวชนจากการเข้าถึงแอลกอฮอล์

เมื่อหันมามองข้อกฎหมายฉบับปัจจุบัน ได้มีการระบุข้อห้ามเกี่ยวกับการโฆษณาและการสื่อสารการตลาดไว้อย่างรัดกุม ดังนี้

  • มาตรา 32/1 (ข้อห้ามโฆษณาโดยทั่วไป) : ห้ามผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เว้นแต่เป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ หรือการประชาสัมพันธ์ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
  • มาตรา 32/2 (ห้ามใช้ชื่อเสียงชักจูงใจ) : ห้ามผู้ใดใช้ชื่อเสียงเพื่อประโยชน์ส่วนตน สื่อสารแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อมุ่งหมายชักจูงใจให้ผู้อื่นบริโภค (อนุญาตเฉพาะการสื่อสารทางวิชาการในวงจำกัด)
  • มาตรา 32/3 (ห้ามโฆษณาแฝง/ดัดแปลงสัญลักษณ์) : ห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงห้ามนำสัญลักษณ์มาตัดต่อหรือดัดแปลงให้คล้ายคลึงจนเข้าใจว่าเป็นการโฆษณา
  • มาตรา 32/4 (ห้ามสนับสนุนกิจกรรม CSR / Sponsorship) : ห้ามผู้ใดให้การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมหรือสาธารณประโยชน์แก่บุคคลหรือองค์กร ในลักษณะส่งเสริมการบริโภค
  • มาตรา 32/5 (ห้ามเผยแพร่ข่าวสาร CSR) : ห้ามผู้ใดเผยแพร่กิจกรรมหรือข่าวสารเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมการสนับสนุนที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 32/4

ในส่วนของบทลงโทษ กฎหมายไทยได้แบ่งแยกอัตราโทษตามฐานความผิดอย่างชัดเจนและมีบทลงโทษรุนแรง

  • กรณีฝ่าฝืนมาตรา 32/1 หรือ 32/3 (โฆษณาปกติ / โฆษณาแฝง) :
    • บุคคลทั่วไป : จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขาย : จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • กรณีฝ่าฝืนมาตรา 32/2, 32/4 หรือ 32/5 (ใช้ชื่อเสียง / CSR / เผยแพร่ CSR) :
    • บุคคลทั่วไป : จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขาย : จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • โทษปรับรายวัน : ผู้ฝ่าฝืนในทุกกรณียังต้องระวางโทษปรับรายวันอีก วันละไม่เกิน 50,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

ในขณะที่โลกสากลมองการดื่มเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านศิลปินระดับโลก แต่ในประเทศไทย ข้อบังคับทางกฎหมายที่บังคับใช้มานานกว่าทศวรรษกลับเต็มไปด้วยเงื่อนไขรัดรุม บทลงโทษที่สูงลิ่วเกินสัดส่วน และช่องโหว่จากการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่

สุดท้ายแล้ว ประเด็นดราม่าครั้งนี้จึงไม่ได้จบลงแค่การถกเถียงเรื่องความเหมาะสมของศิลปิน แต่กำลังบีบให้ภาครัฐและสังคมไทยต้องหันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะปฏิรูปกฎหมายให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างการปกป้องสังคมและการเปิดพื้นที่เติบโตให้กับภาคเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ขอบคุณภาพจาก : The Tonight Show Starring Jimmy Fallon